ความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ กระจาย port ลงทุน ส่วนหนึ่งไปอสังหาฯ
🏠 ถอดสมการ Passive Income จาก "บ้านราคา 2.2 ล้าน" พลิกมุมมองเรื่องสินทรัพย์ที่คุณอาจนึกไม่ถึง!
หลายคนฝันอยากมี Passive Income จากอสังหาริมทรัพย์ เพราะคิดว่าเป็นเสือนอนกิน เสียเงินก้อนทีเดียวแล้วรอเก็บเกี่ยวระยะยาว... แต่ในความเป็นจริง “การซื้อบ้านปล่อยเช่า” มีมิติที่มากกว่าแค่ตัวเลขค่าเช่ารายเดือน
ลองมาแกะสูตรคิดจากบ้านราคา 2,200,000 บาท หลังนี้กันว่า ถ้าเราลงทุนไป สิ่งที่เราจะได้กลับมามีอะไรบ้าง? 🤔
🔑 สิ่งที่ 1: "ทรัพย์สิน" (Asset) ตั้งแต่วันแรกสิ่งแรกที่ชัดเจนที่สุดคือ เราได้ครอบครองทรัพย์สินที่จับต้องได้ มีโฉนดเป็นของเราอย่างถูกต้อง ไม่ว่าสภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ตัวบ้านและที่ดินผืนนี้ก็ยังคงมีมูลค่าในตัวเอง และเป็นรากฐานในการสร้างกระแสเงินสดต่อไปในอนาคต
💰 สิ่งที่ 2: "การคืนทุน" (Payback Period) ภายใน 20 ปี
ถ้าบ้านหลังนี้สามารถสร้างค่าเช่าได้ปีละ 110,000 บาท (หรือเฉลี่ยประมาณ 9,166 บาท/เดือน)
เมื่อคำนวณ Yield หรือผลตอบแทนจากการเช่า จะอยู่ที่ประมาณ 5% ต่อปี
หากเก็บค่าเช่าได้ต่อเนื่องแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เราจะถึงจุด "คืนทุน" (Payback) ในระยะเวลา 20 ปีพอดี หลังจากปีที่ 20 เป็นต้นไป ค่าเช่าทุกบาทคือ Passive Income ของจริงที่เป็นกำไรเนื้อ ๆ base on ค่าเช่าเท ่าเดิมนะ จะได้คิดง่ายๆ
📈 สิ่งที่ 3: "มูลค่าเพิ่ม" (Capital Gains) เมื่อคิดจะขาย
นี่คือไฮไลท์ที่คนทำอสังหาฯ ชอบที่สุด เพราะในระหว่างที่เราเก็บค่าเช่า 20 ปี ราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมักจะเติบโตขึ้นตามกาลเวลาและเงินเฟ้อ วันที่เราตัดสินใจ "ขาย" มูลค่าของมันอาจจะไม่ใช่ 2.2 ล้านบาทเท่าเดิม แต่อาจจะพุ่งไปไกลกว่านั้น ขึ้นอยู่กับศักยภาพของทำเล การพัฒนาของรถไฟฟ้า หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตัดผ่านในอนาคต
(แต่แน่นอนว่า... เราก็ต้องเผื่อใจเรื่องค่าบำรุงรักษาบ้าน และช่วงที่บ้านว่างไม่มีคนเช่าไว้ในสมการด้วยนะ!)
การลงทุนอสังหาฯ ไม่ใช่เรื่องของความเร็ว แต่เป็นเรื่องของ "ความอึดและการรอคอย" เพื่อให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นและมูลค่าทำเลทำงานแทนเรา
แล้วสำหรับคุณล่ะ?
ถ้ามีเงิน 2.2 ล้านบาท ระหว่างลงทุนใน "อสังหาปล่อยเช่า" เพื่อกินระยะยาว กับลงทุนใน "สินทรัพย์รูปแบบอื่น" คุณจะเลือกทางไหน และคิดว่าแบบไหนคุ้มค่ากว่ากันในยุคนี้? 👇 มาแชร์มุมมองกันได้นะคะ!
จากประสบการณ์ตรงที่ได้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อลงทุนแบบปล่อยเช่า พบว่าความสำเร็จไม่ได้มาจากการคาดหวังว่าจะมีรายได้แบบเสือนอนกินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจถึงต้นทุนหลายด้านอย่างค่าบำรุงรักษาและช่วงเวลาที่บ้านอาจว่างปล่าว บางครั้งเราอาจต้องเผชิญกับการซ่อมแซมที่ไม่คาดคิด หรือหาผู้เช่าใหม่ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่าที่คิด สำหรับบ้านราคา 2.2 ล้านบาท หากสามารถตั้งค่าเช่าที่เหมาะสม และรักษาการเติมเต็มของตลาดเช่าไว้ได้อย่างต่อเนื่อง จะสามารถสร้าง Yield ประมาณ 5% ต่อปีซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี นอกจากนี้การมีค่าโฉนดเป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ช่วยเพิ่มความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยทางการลงทุน และเป็นหลักประกันที่สามารถส่งต่อหรือใช้เป็นหลักทรัพย์ได้ในอนาคต อีกหนึ่งปัจจัยที่ควรพิจารณาคือทำเลที่ตั้งซึ่งมีผลอย่างมากต่อมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว อย่างเช่นใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น รถไฟฟ้าหรือศูนย์การค้า ที่ช่วยเพิ่มความต้องการและโอกาสการขึ้นราคา ในช่วงเวลาที่เราไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขาย การรอเวลาและการลงทุนอย่างมีวินัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน สุดท้ายการกระจายพอร์ตการลงทุนเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะไม่ควรพึ่งพาอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว อาจผสมผสานการลงทุนในสินทรัพย์รูปแบบอื่นอย่างหุ้นกู้ หรือกองทุนรวมเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสรับรายได้แบบ Passive Income ที่หลากหลายและตอบโจทย์ในยุคเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว















