Seven things, if you see it often, he might grow up hurt.
Seven things you can't do
1️⃣ violent quarrel in front of you.
You'll feel insecure and afraid the family will split.
2️⃣ insult or insult others
You will learn that talking to others is normal.
3️⃣ lying in front of you.
For example, let your children tell others, "Parents are not home."
When can you be confused about lying?
4️⃣. Use violence, solve problems.
Either hit the ball or hurt someone else.
You will remember that this is how you handle problems.
5️⃣. Stick to your phone until you ignore your child.
You will feel that you are not important.
6️⃣ can't control your emotions.
Shouting, ranting, emotional bursts often.
You will absorb the way you handle emotions like that.
7️⃣ insult yourself or speak negatively of yourself.
Like, "I'm stupid."
You will learn to see yourself negatively.
ในประสบการณ์จริง การสังเกตพฤติกรรมของเด็กจะเห็นว่าพวกเขาสะท้อนสิ่งที่เห็นจากครอบครัวโดยตรง ถ้าพ่อแม่ทะเลาะกันรุนแรงต่อหน้าลูก เด็กมักจะมีอาการกลัว ไม่มั่นคง และบางครั้งอาจแสดงความก้าวร้าวกับเพื่อน เคยมีครอบครัวหนึ่งที่พ่อแม่มักใช้วาจาดูถูกคนอื่นต่อหน้าลูก ผลลัพธ์คือเด็กคนนั้นเริ่มพูดจาหยาบคายและไม่เคารพคนรอบข้างเมื่อโตขึ้น ถึงแม้พ่อแม่จะไม่ตั้งใจให้ลูกเลียนแบบแต่เด็กซึมซับได้ง่ายมาก การโกหกต่อหน้าลูกทำให้เด็กสับสนว่าสิ่งใดถูกหรือผิด เช่น พ่อแม่บอกให้ลูกโกหกว่าไม่อยู่บ้าน เด็กอาจนำวิธีนี้ไปใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ จนอาจเกิดปัญหาด้านความซื่อสัตย์ พ่อแม่ที่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เสียงตะโกนหรือการตีตีอาจทำให้เด็กเรียนรู้ว่าการแก้ไขความขัดแย้งต้องรุนแรง ซึ่งส่งผลเสียต่อพฤติกรรมและการควบคุมอารมณ์ของเด็ก อีกประเด็นที่เจอบ่อยคือพ่อแม่ติดมือถือ จนละเลยการพูดคุยหรือให้ความสนใจกับลูก เด็กจะรู้สึกไม่สำคัญและอาจพัฒนาความสัมพันธ์กับพ่อแม่ได้ไม่เต็มที่ สุดท้าย การที่พ่อแม่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ มักโวยวายหรือดูถูกตัวเองต่อหน้าลูก จะทำให้เด็กซึมซับพฤติกรรมเชิงลบเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน และมองตนเองในแง่ลบได้เช่นกัน ดังนั้นการระมัดระวังพฤติกรรมและคำพูดต่อหน้าลูกจึงสำคัญมาก เพราะเป็นการสร้างพื้นฐานจิตใจและบุคลิกภาพให้เขาเติบโตไปอย่างมีสุขภาวะที่ดีและมีความมั่นคงทางอารมณ์ในอนาคต
