อยากโดดเด่นใส่สีอะไรดี
มาดูในวงล้อสีกัน
ถ้าคุณเคยยืนหน้าตู้เสื้อผ้าแล้วคิดว่า “ทำไมแต่งแล้วดูไม่เด่น” ทั้งที่สีสวยอยู่แล้ว…ทริคที่ฉันใช้บ่อยมากคือ “สีคู่ตรงข้าม (Complementary Color)” หรือที่หลายคนค้นว่า “สีตรงข้าม/สีคู่ตรงข้าม” เพราะมันเป็นคู่สีที่อยู่คนละฝั่งกันในวงล้อสี พอเอามาอยู่ด้วยกันจะตัดกันแบบพอดี ๆ ทำให้ลุคดูสะดุดตาแบบตั้งใจ แต่ยังดูมีสไตล์ สีคู่ตรงข้ามคืออะไร (แบบจำง่าย) - ให้มองวงล้อสีแล้วเลือกสีหนึ่ง จากนั้นดู “สีที่อยู่ตรงข้าม” กันพอดี นั่นแหละคือสีคู่ตรงข้าม - จุดเด่น: ทำให้สีดูสดขึ้นทันที เหมาะกับวันที่อยากโดดเด่น หรืออยากให้ลุคดูมีพลัง ตารางสีตรงข้ามที่เจอบ่อย (เอาไปใช้ได้เลย) - น้ำเงิน ↔ ส้ม (นี่แหละที่หลายคนถาม “สีตรงข้ามส้มคืออะไร” คำตอบคือ “สีน้ำเงิน”) - แดง ↔ เขียว - เหลือง ↔ ม่วง วิธีใช้สีคู่ตรงข้ามให้ “เด่นแต่ไม่เยอะ” (ฉันใช้จริงในชีวิตประจำวัน) 1) ใช้ 1 สีเป็นหลัก + อีกสีเป็นจุดเล็ก ๆ เช่น ใส่สูท/เสื้อสีน้ำเงิน แล้วเติมไทด์หรือ Pocket Square สีส้ม หรือถ้าเป็นผู้หญิงอาจเปลี่ยนเป็นกระเป๋าสีส้ม ต่างหูสีส้ม หรือสีลิปโทนส้ม ก็เด่นแบบไม่ต้องทั้งชุด 2) เล่นแค่ “ธีมสี” ไม่ต้องสีเป๊ะ 100% ไม่จำเป็นต้องส้มจี๊ดกับน้ำเงินเข้มเสมอไป ลองโทนใกล้เคียง เช่น น้ำเงินกรมท่า + ส้มอิฐ / เขียวเข้ม + แดงไวน์ จะดูแพงและใส่ง่ายขึ้น 3) ถ้ากลัวแรง ให้ลดความอิ่มสี (Saturation) คู่ตรงข้ามจะเด่นมากอยู่แล้ว ถ้ารู้สึกว่ามันตะโกนไป ให้เลือกสีที่หม่นลง เช่น ม่วงลาเวนเดอร์ + เหลืองพาสเทล หรือ น้ำเงินหม่น + ส้มหม่น จะคุมโทนขึ้นทันที 4) ใช้กับเมคอัพ/เครื่องประดับก็ได้ วันไหนไม่อยากเปลี่ยนเสื้อผ้าทั้งลุค ฉันจะใช้เป็น “สีปาก/สีต่างหู/สีเล็บ” แทน เช่น ลุคเสื้อผ้าน้ำเงินเรียบ ๆ แล้วทาลิปโทนส้ม แค่นี้ก็ได้ฟีล Complementary Color แล้ว ข้อควรระวังเล็กน้อย (กันพลาด) - ถ้าใส่สีคู่ตรงข้าม “ปริมาณเท่า ๆ กัน” ทั้งตัว บางทีจะดูแน่นเกิน ลองให้สีหนึ่งเด่น อีกสีเป็นアクセント - ถ้าต้องการให้ลุคสุภาพ/ทางการ เลือกโทนเข้มและวัสดุดี ๆ จะช่วยให้สีตัดกันแต่ยังดูมืออาชีพ ถ้าคุณอยากเริ่มแบบง่ายที่สุด ให้เริ่มจากคู่ “น้ำเงิน-ส้ม” ก่อนเลย เพราะแต่งได้ทั้งสายทำงานและสายแคชวล แค่จำให้ขึ้นใจว่า สีตรงข้ามส้ม = สีน้ำเงิน แล้วค่อย ๆ สนุกกับการมิกซ์สีบนวงล้อสีค่ะ

























