รีเลย์แต่ง มีเสียงไฟเลี้ยว ปรับความไวของไฟเลี้ยวได้ด้วย
รีเลย์แต่ง มีเสียงไฟเลี้ยว ปรับความไวของไฟเลี้ยวได้ด้วย #รถมอเตอร์ไซค์ #รีเลย์ไฟเลี้ยว #รีเลย์มีเสียง #ผมบอยวันๆวุ่นวายแต่รถ
ถ้าใครค้นหา “รีเลย์ไฟเลี้ยวจักรยานไฟฟ้า” แล้วเจอปัญหาไฟเลี้ยวกระพริบถี่/ช้าเกินไป หรืออยากได้เสียงติ๊กๆ แบบรถยนต์ บอกเลยว่าการเปลี่ยนรีเลย์ช่วยได้จริง แต่ต้องเลือกให้ถูกชนิด ไม่งั้นใส่แล้วไม่ทำงานหรือทำให้ไฟกระพริบเพี้ยนได้ 1) รู้ก่อนว่ารถเราใช้รีเลย์แบบไหน จักรยานไฟฟ้าหลายรุ่นจะใช้ไฟเลี้ยวเป็น LED และระบบไฟอาจเป็น 48V/60V/72V (แล้วแต่รุ่น) ซึ่งต่างจากมอเตอร์ไซค์ทั่วไปที่มักเป็น 12V เพราะงั้นก่อนซื้อรีเลย์ไฟเลี้ยว ให้เช็ก “แรงดันไฟ (V)” ของรถก่อนเสมอ ถ้าเป็นจักรยานไฟฟ้าแล้วไปซื้อรีเลย์ 12V มาใส่ ส่วนมากจะไม่ติดหรือทำงานไม่เสถียร 2) จำนวนขาและปลั๊กต้องตรง รีเลย์ไฟเลี้ยวมีทั้งแบบ 2 ขา และ 3 ขา บางรุ่นปลั๊กเป็นแบบเสียบตรง บางรุ่นต้องแปลงขั้ว ถ้าไม่แน่ใจ แนะนำถอดของเดิมออกมาดูจำนวนขา/รูปทรงปลั๊ก แล้วค่อยเทียบซื้อ จะลดโอกาสซื้อผิดมาก โดยเฉพาะจักรยานไฟฟ้าที่ปลั๊กแต่ละยี่ห้อชอบไม่เหมือนกัน 3) เลือก “รีเลย์มีเสียง” หรือ “ไม่มีเสียง” จากที่ลองใช้มา รีเลย์มีเสียงจะช่วยเตือนเวลาเราเปิดไฟเลี้ยวค้างไว้ เหมาะกับคนที่ขี่ในเมืองหรือเปิดไฟเลี้ยวแล้วลืมปิดบ่อยๆ ส่วนแบบไม่มีเสียงจะเงียบกว่า เหมาะกับคนที่ไม่ชอบเสียงติ๊ก แต่ฟังก์ชันการกระพริบก็เหมือนกัน ขึ้นกับความชอบล้วนๆ 4) ฟีเจอร์ปรับความไว (ปรับความถี่กระพริบ) รีเลย์แต่งหลายตัวจะมีปุ่ม/สกรูให้หมุนปรับ ทำให้ตั้งจังหวะไฟเลี้ยวได้ตามใจ เช่น เปลี่ยนเป็นไฟ LED แล้วมันกระพริบเร็วเกิน ก็หมุนลดความถี่ให้กลับมาดูปกติได้ ทริคของผมคือปรับทีละนิด แล้วลองเปิดไฟเลี้ยวซ้าย-ขวาดูทั้งสองฝั่ง เพราะบางคันโหลดซ้ายขวาไม่เท่ากัน 5) เช็กอาการยอดฮิตหลังเปลี่ยนรีเลย์ - ไฟเลี้ยวไม่ติดเลย: ส่วนใหญ่แรงดันไม่ตรง หรือขาเสียบสลับ - กระพริบเร็วมาก: รีเลย์ไม่รองรับ LED/โหลดต่ำ หรือยังไม่ได้ปรับความไว - มีเสียงแต่ไฟไม่กระพริบ: ต่อผิดขั้ว หรือระบบไฟเลี้ยวเดิมมีวงจรพิเศษ สรุปคือ ถ้าจะเลือกรีเลย์ไฟเลี้ยวจักรยานไฟฟ้า ให้ยึด 3 อย่างนี้ก่อน: แรงดันไฟต้องตรง, จำนวนขา/ปลั๊กต้องตรง, และถ้าใช้ไฟ LED ควรเลือกรุ่นที่รองรับ LED หรือมีปรับความไวได้ จะจบปัญหาไฟกระพริบถี่แบบกวนใจได้เยอะเลย



































