自動翻訳されています。元の投稿を表示する

📌 「元捕虜」のサドルチャンネルを開いてください。

8月22、2025

ウボンラーチャターニーのサドルチャンネル近くの村人、サンバラット・サリカさんは53歳です。

15歳の時に30年以上前のことを振り返る。

彼はカンボジア兵に捕虜にされた。

カンボジアの軍事キャンプに最長4年間収容されました。

300人以上のタイ人がいます。

•キャンプでの強制労働

いくつかは戦いを助けるために送られました。

•働いていない場合→2食を食べる

•軍事訓練に行く場合→3食食べたことがある

1989年と1990年まで、チュンヤワン将軍の政府が「戦場を貿易の場に変える」という政策をとっていた時、タイとカンボジアは戦争捕虜を交渉して解放したため、彼は帰国し、親族は死亡したと考えられていました。

今日、彼は明確な警告を発し👇

⚠️「不注意にならず、カンボジア軍を信用しないでください。」

サドルは常にタイに属していることを繰り返します。🇹🇭

ソース: Thai State Online

#戦争の囚人 #本当の話は忘れてはいけない #カンボジア軍を信用しないでください #4年の記憶 #生存者からの声

2025/8/22 に編集しました

... もっと見るเหตุการณ์เชลยศึกในช่องอานม้าเป็นช่วงเวลาที่สะท้อนถึงความแปรปรวนของประวัติศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ทหารกัมพูชาจับตัวชาวไทยกว่า 300 คนไปกักขังและบังคับใช้แรงงาน รวมถึงส่งบางส่วนไปรบด้วย ความยากลำบากของชีวิตในค่ายทหารเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ในช่วงปี 2532-2533 รัฐบาลไทยในสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้นำนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” มาสร้างเจรจาสันติภาพกับกัมพูชา จนเกิดการปล่อยเชลยศึกคนไทยกลับบ้าน ผู้ที่ถูกจับตัวหลายคนถูกคิดว่าหายสาบสูญไปแล้ว การกลับมาอย่างปลอดภัยของอดีตเชลยศึกจึงกลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของสันติภาพและความระมัดระวังในเรื่องชายแดน ช่องอานม้าเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และการเมืองไทย-กัมพูชา อดีตเชลยศึกยังเน้นย้ำว่าควรระมัดระวังและอย่าประมาททหารกัมพูชาเนื่องจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงยืนยันว่าช่องอานม้าเป็นของไทยมาตั้งแต่ต้น สิ่งนี้สะท้อนความรู้สึกผูกพันและความรักชาติของผู้รอดชีวิต เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ส่วนตัวที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดและความอดทนเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนให้กับคนรุ่นหลังในเรื่องของความสำคัญของความมั่นคงชายแดนและสันติภาพระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยรักษาความทรงจำที่ไม่ควรถูกลืมเกี่ยวกับความขัดแย้งในอดีตและความเป็นจริงที่ผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญในช่วงเวลานั้น การเข้าใจเหตุการณ์ในอดีต รวมถึงประสบการณ์ของผู้รอดชีวิตเชลยศึกช่องอานม้า ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างชาติและผลกระทบของสงครามที่มีต่อมนุษย์ เป็นข้อมูลที่มีคุณค่าในการศึกษาประวัติศาสตร์และวางแนวทางเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต