Mental Model 7 Tha Process Solve Accelerated Edition
Mental Model 7 Tha Process Solve Accelerated Edition
Who is having a problem and can't think of what to do?
Let's try these ideas.
.
This is summarized from Data Rockie Mini Bootcamp 2025 EP.1. If anyone is interested, check out the full clip on Youtube.
.
Mental model คืออะไรในมุมที่เราใช้งานจริง? สำหรับเรา “Mental Model” คือกรอบความคิด/แบบจำลองในหัวที่ช่วยให้ตัดสินใจและแก้ปัญหาได้ไวขึ้น เหมือนมี “เครื่องมือคิด” หลายแบบให้หยิบใช้ตามสถานการณ์ แทนที่จะคิดแบบเดิมวนๆ พอเจอเรื่องยากก็เลือกโมเดลที่เหมาะ แล้วค่อยลงมือทำทีละขั้น 7 Mental Models ที่มักใช้บ่อย (พร้อมวิธีลองทำทันที) 1) Map is not a territory (แผนที่ไม่ใช่พื้นที่จริง) สิ่งที่เรา “คิดว่าใช่” อาจเป็นแค่ภาพคร่าวๆ ในหัว ลองเช็กความจริงก่อนเสมอ วิธีที่เราใช้: เขียนสิ่งที่เชื่ออยู่ 3 ข้อ แล้วหาหลักฐาน/คนที่เกี่ยวข้องมายืนยัน เช่น ถ้าคิดว่า “งานนี้ไม่มีอนาคต” ลองคุยกับคนต่างทีม/ต่างบริษัทในสายเดียวกันเพื่อดูภาพจริง 2) First principles thinking (คิดจากแก่น) แยกปัญหาออกเป็น “ข้อเท็จจริงพื้นฐาน” แล้วประกอบใหม่ เช่น ปัญหา “อยากลาออก” แท้จริงคืออะไร: เงินไม่พอ? ไม่ชอบงาน? สุขภาพจิต? ความก้าวหน้า? พอเจอแก่นแล้ว วิธีแก้จะชัดขึ้น (อาจไม่จำเป็นต้องลาออกทันที) 3) Second order thinking (คิดผลลัพธ์ต่อเนื่อง) ไม่หยุดที่ผลลัพธ์รอบแรก แต่ถามต่อว่า “แล้วหลังจากนั้นล่ะ?” เช่น ลาออกแล้วสบายใจขึ้น (รอบแรก) แต่รายได้หาย/ช่องว่างเรซูเม่/ความเครียดเรื่องเงิน (รอบถัดไป) วิธีที่ช่วยเรา: เขียนทางเลือก 2-3 ทาง แล้วไล่ผลกระทบ 1 เดือน, 3 เดือน, 1 ปี 4) Probabilistic thinking (คิดแบบความน่าจะเป็น) ไม่มองแค่ใช่/ไม่ใช่ แต่ให้เปอร์เซ็นต์ เช่น “โอกาสที่ย้ายทีมแล้วดีขึ้นกี่ %” “ถ้าหางานใหม่ 2 เดือนจะได้งานกี่ %” พอเป็นตัวเลขเราจะวางแผนได้ เช่น เพิ่มโอกาสด้วยการอัปสกิล/ปรับเรซูเม่ 5) Inverse thinking (คิดกลับด้าน) แทนที่จะถามว่า “ทำยังไงให้สำเร็จ” ลองถามว่า “ทำยังไงให้พังแน่ๆ” แล้วเลี่ยงสิ่งนั้น เช่น ถ้าไม่อยากตัดสินใจลาออกพลาด ก็เลี่ยงการลาออกตอนยังไม่มีเงินสำรอง/ยังไม่รู้ว่าไม่ชอบงานเพราะอะไร 6) Circle of competence (รู้ขอบเขตความถนัดจริง) แยก “สิ่งที่รู้จริง” กับ “สิ่งที่คิดว่ารู้” เช่น เราถนัดงานวิเคราะห์ข้อมูลจริงไหม หรือแค่ชอบดูคอนเทนต์? วิธีที่เราใช้: ลิสต์งานที่ทำได้จริงพร้อมผลงาน 3 ชิ้น และช่องว่างที่ต้องเรียนเพิ่มก่อนกระโดดไปสายใหม่ 7) Inductive reasoning (สรุปจากตัวอย่าง/หาแพตเทิร์น) รวบรวมข้อมูลจากประสบการณ์จริงแล้วหา Pattern เช่น จด 2 สัปดาห์ว่าเครียดตอนไหน งานแบบไหนทำแล้วไหลลื่น คนแบบไหนคุยแล้วพลังตก จากนั้นสรุปว่า “ปัญหาแท้จริงคือประเภทงาน/สภาพแวดล้อม/คน” ทิปเล็กๆ ที่ทำให้ใช้ mental model ได้ผล: อย่าพยายามใช้ครบทุกข้อในครั้งเดียว เลือก 1-2 โมเดลที่เหมาะกับปัญหาที่สุด แล้วจบด้วย “แอ็กชัน” 1 อย่างภายใน 24 ชม. เช่น นัดคุยคนในสายงาน, เก็บข้อมูลค่าใช้จ่าย, หรือทดลองทำโปรเจกต์สั้นๆ เพื่อเช็กความถนัดจริง









