🌍 สงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านไม่ได้ส่งผลอยู่เฉพาะในอิหร่านและอิสราเอล แต่ขยายความเสี่ยงไปทั่วตะวันออกกลางผ่านขีปนาวุธ โดรน การสกัดกั้นทางอากาศ และเหตุการณ์โจมตีทางทะเล
นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนไปยังอิสราเอล รวมถึงหลายประเทศที่มีฐานทัพหรือผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เช่น จอร์แดน คูเวต บาห์เรน กาตาร์ UAE ซาอุดีอาระเบีย และอิรัก หลายชาติระ บุว่าสามารถสกัดอาวุธบางส่วนได้ แต่เศษซากและการโจมตีที่หลุดจากระบบป้องกันยังสร้างความเสียหายและมีผู้เสียชีวิต
🚨 ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม จอร์แดนรายงานว่าสกัดขีปนาวุธจากอิหร่าน 5 ลูก ขณะที่คูเวตรายงานเหตุโจมตีและตรวจพบโดรนมุ่งหน้าไปยังสถานที่สำคัญ ส่วนสหรัฐฯ กับซาอุดีอาระเบียร่วมโจมตีเป้าหมายของกลุ่มติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับอิหร่านในอิรัก
ด้านทะเลก็ไม่สงบ มีเรือได้รับความเสียหายใกล้โอมานและเกิดเหตุโดรนทำให้เรือสองลำในท่าเรืออียิปต์เกิดไฟไหม้ แต่ยังไม่ยืนยันว่าใครเป็นผู้ส่งโดรน
📌 หลายประเทศจึงเพิ่มการเฝ้าระวังทางอากาศ ป้องกันโครงสร้างพื้นฐาน และรักษาความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศเข้าร่วมการสู้รบโดยตรง
ล่าสุดวันที่ 2 สิงหาคม สหรัฐฯ ระงับแผนโจมตีอิหร่านรอบใหม่ชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้การเจรจาดำเนินต่อ แต่ยังไม่มีข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ สถานการณ์จึงยังเปราะบางและเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ
Sources: Reuters – Regional conflict map, Reuters – Latest developments, AP







































