Automatically translated.View original post

One day, the preclinic version.🩺

P.S. We are not free like this every day, haha. And most days without a lab, there is only a lecher. We go to do something and focus back to collect the tape. This depends on each person's style of study. Personally, I like to study backwards because of focus and understanding. We see that life in the university fence focuses on freedom. We come to manage life time by ourselves. Train us to be more responsible to ourselves. Study hard and so we want to focus on living as well. ✌🏻

# Doctor # Medical faculty # Dead body # Study doctor

4/4 Edited to

... Read moreประสบการณ์ของนิสิตแพทย์ในชั้น Preclinic นั้นเต็มไปด้วยการจัดการเวลาที่ท้าทายมาก เพราะนอกจากต้องเข้าฟังเลคเชอร์และทำแลปแล้ว ยังต้องแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมเสริมอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มพูนทักษะและความรู้ด้วย ในแต่ละวัน ที่พบคือวันไหนไม่มีแลป เพียงแค่มีเลคเชอร์ บางครั้งเราก็เลือกที่จะไปทำกิจกรรมอื่นๆ ก่อน แต่จะเก็บเทปกลับมาเรียนย้อนหลังในเวลาที่เหมาะสมซึ่งช่วยให้เราโฟกัสและเข้าใจเนื้อหาได้ดีกว่าการนั่งเรียนสดโดยที่ใจไม่พร้อม นี่คือสไตล์การเรียนที่ใช้ได้จริงและแนะนำให้ปรับตามความถนัดของแต่ละคน การบริหารเวลาสอนให้เราได้เรียนรู้ความรับผิดชอบต่อตัวเอง เพราะชีวิตนิสิตแพทย์นั้นไม่มีใครมาเตือนว่าควรเรียนหรือทำอะไรเวลาไหน การรู้จักจัดสรรเวลา ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ เช่นการออกกำลังกายเบาๆ อย่างวิ่งคาร์ดิโอในรั้วมหาวิทยาลัย การเติมโปรตีนหลังออกกำลังกาย หรือแม้แต่การใช้เวลาผูกมิตรและพักผ่อนอย่างเหมาะสม ก็มีผลดีต่อสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ อีกจุดที่หลายคนอาจไม่คำนึงถึงคือการเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษา (case study) ที่พบในคลาส เช่นผู้ป่วยที่มีภูมิหลังโรคประจำตัวต่างๆ การทำความเข้าใจเคสเหล่านี้ช่วยฝึกทักษะการวิเคราะห์และคิดแยกแยะโรคที่เหมือนจะธรรมดาแต่มีความซับซ้อนเบื้องหลัง นับว่าเป็นการเตรียมตัวที่ดีสำหรับการเจอผู้ป่วยจริงในอนาคต สรุปแล้วการเป็นนิสิตแพทย์ในชั้น Preclinic คือการฝึกฝนทั้งความรู้ทางการแพทย์และความรับผิดชอบส่วนตัว ที่จะช่วยให้เติบโตและพร้อมสำหรับการเป็นแพทย์ที่ดีในอนาคต