สธ. เตือน "คางทูม" กลับมาระบาดหนักปี 68 พบผู้ป่วยพุ่งเกือบ 2 พันราย สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี
(20 ก.พ. 69) กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์โรคคางทูมปี 2568 พบผู้ป่วยถึง 1,977 ราย โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 15–29 ปี ซึ่งเป็นวัยเรียนและวัยทำงาน มีอัตราป่วยสูงกว่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง โดยโรคนี้ติดต่อผ่านการไอ จาม และการใช้ของร่วมกัน ทั้งนี้ สธ. เร่งรณรงค์ฉีดวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) ให้ครบ 2 เข็มในเด็ก เนื่องจากปัจ จุบันความครอบคลุมของวัคซีนยังต่ำกว่าเป้าหมายของ WHO
#ข่าวtiktok #โรคคางทูม #โรคระบาด #กระทรวงสาธารณสุข #ข่าวสุขภาพ
จากประสบการณ์ส่วนตัว เรื่องโรคคางทูมที่กำลังระบาดในปี 2568 นี้ถือว่าน่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยเรียนและวัยทำงานที่มีพฤติกรรมใกล้ชิดกัน เช่น ใช้พื้นที่ร่วมกันหรือแชร์ของใช้ส่วนตัว ทำให้โรคนี้แพร่กระจายได้เร็ว โดยทั่วไปโรคคางทูมจะมีอาการบวมที่บริเวณต่อมน้ำลายข้างแก้ม อาจปวดบริเวณใบหน้าและมีไข้เล็กน้อย ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือต่อมน้ำในช่องท้องอักเสบได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันคางทูม คือการฉีดวัคซีน MMR ซึ่งครอบคลุมโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน เด็กควรได้รับครบ 2 เข็มตามโปรแกรมวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่ แต่ในปัจจุบันความครอบคลุมวัคซีนยังต่ำกว่าที่องค์การอนามัยโลกตั้งเป้าไว้ จึงทำให้เกิดการระบาดขึ้นได้ง่าย ในฐานะคนที่เคยใกล้ชิดกับผู้ป่วยคางทูม ผมแนะนำให้ทุกคนหมั่นดูแลสุขภาพ ล้างมือบ่อยๆ และไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น รวมทั้งหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของตัวเองและคนรอบข้าง หากสงสัยว่าเป็นโรคคางทูม ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับคำแนะนำทันที นอกจากนี้ การรณรงค์ฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนและการให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีป้องกันโรคนี้แก่ชุมชนเป็นเรื่องจำเป็นที่จะช่วยหยุดยั้งการระบาดครั้งนี้อย่างรวดเร็ว

















