เพื่อไทยแจงดราม่า "PheuThai Connect" ยันปิดโครงการนานแล้ว ทำตาม PDPA และทำลายข้อมูลทิ้งทั้งหมด
(20 ก.พ. 69) นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย ชี้แจงกรณีโซเชียลขุดหน้าเว็บโครงการในอดีตมาโจมตีเรื่องการเก็บข้อมูลส่วนตัว โดยยืนยันว่าโครงการดังกล่าวเริ่มในปี 2564 และยุติการดำเนินงานไปตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งข้อมูลทั้งหมดถูกทำลายทิ้งทันทีหลังปิดโครงการ ส่วนที่ยังค้นเจอหน้าเพจเป็นเพราะการใช้ Keyword ค้นหาโดยตรงผ่านระบบจัดเก็บข้อมูลเก่า (Archive) แต่ไม่สามารถอัปโหลดเอกสารใดๆ ได้แล้ว ย้ำปัจจุบันใช้เพียงสำเนาบัตรประชาชนและระบบ OTP ในการยืนยันตัวตนเพื่อส่งให้ กกต. เท่านั้น พร้อมมองว่าการนำข้อมูลเก่ามาโจมตีมีเจตนาบิดเบือนเพื่อกลบเกลื่อนประเด็นอื่นในปัจจุบัน
#ข่าวtiktok #ข่าวการเมือง #pdpa #การเมืองไทย #ข้อมูลส่วนบุคคล
ประเด็นเรื่องการเก็บและจัดการข้อมูลส่วนบุคคลในยุคดิจิทัลถือเป็นเรื่องที่ใครหลายคนให้ความสำคัญ ซึ่งในกรณีของโครงการ PheuThai Connect นี้ หลายคนคงอยากทราบว่าโครงการได้ดำเนินมาตรการอย่างไรบ้างเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว จากที่ผมได้ติดตามข่าวและศึกษาความเห็นจากหลายแหล่งข้อมูล สิ่งที่สำคัญคือ พรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด โดยได้ยุติโครงการตั้งแต่ปี 2566 และในทันทีหลังปิดได้ทำลายข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ข้อมูลที่ผิดวัตถุประสงค์หรือเกิดการละเมิดสิทธิ์ขึ้น นอกจากนี้ การที่ระบบยังค้นเจอหน้าเว็บโครงการบางส่วนนั้น เป็นผลจากการเก็บข้อมูลในระบบเก่า (Archive) ซึ่งไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้งานใหม่หรือแก้ไขเอกสารได้ ถือเป็นมาตรการที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลเก่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ในปัจจุบัน พรรรคเพื่อไทยย้ำว่าใช้เพียงสำเนาบัตรประชาชนและระบบ OTP ในการยืนยันตัวตนเมื่อติดต่อกับ กกต. เท่านั้น ซึ่งเป็นระบบที่ได้รับความนิยมและมาตรฐานสูงในการรับรองตัวตนออนไลน์ เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยข้อมูลหรือนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด จากประสบการณ์ส่วนตัว การที่องค์กรต่าง ๆ ปฏิบัติตาม PDPA อย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้บริการหรือผู้สมัครใจให้ข้อมูลรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะมั่นใจได้ว่าข้อมูลของตนได้รับการจัดการอย่างปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้น ในสถานการณ์ที่เกิดดราม่าหรือความสงสัยเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลส่วนตัว เราควรติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการและยืนยันให้รัดกุมเพื่อป้องกันการบิดเบือนหรือความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งผู้บริหารโครงการและผู้ที่ให้ข้อมูลไว้ก่อนหน้านี้ สุดท้าย การตระหนักและให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรให้ความสำคัญและร่วมมือกัน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในสังคมดิจิทัลของเราต่อไป















