เผยร่างแผนแม่บทไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือแผน PDP 2026 ขับเคลื่อนไทยสู่ยุคพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจดิจิทัล
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ได้เผยความคืบหน้าการจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ฉบับใหม่ หรือ PDP 2026 ซึ่งเป็นแผนแม่บทระยะยาวที่ขยายเวลาจาก 20 ปี เป็น 25 ปี เพื่อให้สิ้นสุดในปี พ.ศ. 2593 หรือปี 2050 ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ที่เร็วขึ้นกว่าเดิม โดยทาง สนพ. ได้คำนวณความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก GDP เฉลี่ย 2.5–2.6% ต่อปี พร้อมรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีอย่าง Data Center และรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่ต้องใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นมาก แผนฉบับนี้ยังยกระดับความมั่นคงด้วยดัชนี LOLE ที่กำหนดให้ไฟฟ้าดับได้ไม่เกิน 16–17 ชั่วโมงต่อปี และมีเป้าหมายใหญ่คือการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เกิน 50% ของระบบ ทั้งการทำโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนสูงถึง 10,000 เมกะวัตต์ โซลาร์ฟาร์ม และพลังงานลม รวมถึงยังศึกษาเทคโนโลยีใหม่อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ระบบดักจับคาร์บอน (CCS) และการใช้ไฮโดรเจนมาช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในโรงไฟฟ้าด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ทาง สนพ. มุ่งหวังให้ระบบไฟฟ้าไทยมีความมั่นคง มีราคาที่เหมาะสม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
#ข่าวtiktok #pdp2026 #กระทรวงพลังงาน #ข่าวเศรษฐกิจ #พลังงานสะอาด
ในการติดตามพัฒนาการของแผน PDP 2026 ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานเผยแพร่ ผมได้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีทันสมัยอย่างแท้จริง สิ่งที่ผมสนใจและคิดว่ามีความสำคัญมากคือการขยายแผนระยะยาวถึง 25 ปี ซึ่งช่วยให้เรามีมุมมองและการวางแผนที่รอบคอบกว่าแผนเดิม และยังสอดคล้องกับเป้าหมายระดับโลกเรื่อง Net Zero ที่เร่งให้ลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มข้น ผมเองก็สังเกตเห็นว่าการขยายตัวของ Data Center และรถยนต์ไฟฟ้ามีผลกระทบต่อความต้องการไฟฟ้าอย่างมหาศาล การมีแผนที่รองรับด้านการผลิตไฟฟ้าที่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วนจะช่วยให้เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง ส่วนตัวก็ชื่นชมที่แผนนี้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าโดยใช้ดัชนี LOLE จำกัดเวลาที่ไฟฟ้าดับไม่เกิน 16-17 ชั่วโมงต่อปี นั่นหมายถึงเราสามารถวางใจเรื่องการจ่ายไฟฟ้าได้มากขึ้น ส่วนเรื่องพลังงานสะอาด ผมประทับใจมากที่มีการตั้งเป้าหมายการเพิ่มพลังงานสะอาดให้สูงกว่า 50% ของระบบไฟฟ้า ด้วยการลงทุนโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนถึง 10,000 เมกะวัตต์ รวมทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลมและโซลาร์ฟาร์ม นอกจากนี้ การศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเทคโนโลยี CCS รวมถึงการใช้ไฮโดรเจนช่วยลดการปล่อยคาร์บอน ก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจและล้ำยุค เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแผนไม่ได้มองแค่ปัจจุบัน แต่พยายามหาทางออกที่ยั่งยืนในระยะยาว เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเหมาะสมและจำเป็นมากสำหรับประเทศในยุคนี้ จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเห็นว่าการมีแผนที่ชัดเจนและได้รับการวางรากฐานที่ดีส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เข้มแข็งและเติบโตได้โดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม ถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าไทยจะก้าวทันกับโลกยุคใหม่ในด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีได้อย่างแน่นอน













































