กัมพูชาเคลม "ต้มยำกุ้ง" เปลี่ยนชื่อเป็น "กุ้งเปรี้ยว" กระทรวงดีอี แจงข่าวปลอม ยันไร้หลักฐานทางประวัติศาสตร์
(25 เม.ย. 69) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เผยผลตรวจสอบจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กรณีมีการแชร์ข้อความว่ากัมพูชาเป็นผู้คิดค้นต้มยำกุ้งโดยใช้ชื่อว่า "กุ้งเปรี้ยว" ซึ่งจากการประสานงานกับกรมศิลปากร ยืนยันว่าเป็น “ข่าวปลอม” เนื่องจากไม่พบหลักฐานทางวิชาการหรือเอกสารทางประวัติศาสตร์ใดๆ รองรับข้ออ้างดังกล่าว พร้อมย้ำว่าองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียน "ต้มยำกุ้ง" เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในนามประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 จึงขอความร่วมมือประชาชนงดแชร์ข้อมูลบิดเบือนที่อาจสร้างความขัดแย้งในสังคม
#ข่าวtiktok #ต้มยํากุ้ง #มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ #unesco #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
เคยได้ยินข่าวลือแบบนี้มาแล้วหลายครั้งเกี่ยวกับอาหารไทยที่ถูกอ้างสิทธิ์ว่ามาจากประเทศเพื่อนบ้านหรือเปลี่ยนชื่อ แต่ประสบการณ์จากการติดตามข้อมูลข่าวสารและประวัติศาสตร์อาหารไทยทำให้ผมเห็นชัดเจนว่าต้มยำกุ้งนั้นมีรากฐานทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ที่มั่นคงในประเทศไทยมาตั้งแต่เดิมจริง ๆ ในฐานะคนไทยที่ชอบกินต้มยำกุ้งและศึกษาวัฒนธรรมอาหาร ผมค้นพบว่าการเปลี่ยนชื่ออาหารหรืออ้างสิทธิ์ของประเทศอื่นในเรื่องอาหารท้องถิ่นแบบนี้ มักจะขาดหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือวิชาการรองรับอย่างชัดเจน และเป็นประเด็นที่สร้างความสับสนให้กับคนไทยและต่างชาติที่รักในวัฒนธรรมการกิน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบข่าวปลอมและเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง อีกทั้งการขึ้นทะเบียนต้มยำกุ้งเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ UNESCO ก็ช่วยยืนยันความเป็นต้นตำรับของอาหารจานนี้อย่างชัดเจนแล้ว สำหรับใครที่รักในวัฒนธรรมอาหารไทย ผมแนะนำให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการและเอกสารวิชาการเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และช่วยกันไม่แชร์ข้อมูลบิดเบือนที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม นอกจากนั้นต้มยำกุ้งยังถือเป็นหนึ่งในอาหารไทยที่สร้างชื่อเสียงและความภูมิใจให้กับคนไทยทั่วโลก จึงควรรักษาความเป็นต้นตำรับและช่วยปกป้องมรดกวัฒนธรรมนี้อย่างเต็มที่ครับ
























