อ.เชน-ยศชนัน สั่งทบทวนโครงการ Skill/Credit Portfolio ตั้งคณะกรรมการปรับปรุง 4 แนวทาง มุ่งยกระดับเป็นโครงสร้างพื้นฐานประเทศ
(11 มิ.ย. 69) นายศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สั่งทบทวนโครงการแฟ้มสะสมทักษะ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาแพลตฟอร์มระบบเปิดที่เทียบโอนหน่วยกิตได้, การให้ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติร่วมพัฒนาระบบเพื่อถือครองลิขสิทธิ์ภาครัฐ, การประสานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ตามความต้องการตลาดแรงงาน และการเร่งเชื่อมโยงฐานข้อมูลการศึกษาและกำลังคนระดับชาติเพื่อการวางแผนพัฒนาประเทศในระยะยาว
#ข่าวtiktok #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #ข่าวนักเรียน #ข่าวการศึกษา #แฟ้มสะสมผลงาน
ในยุคที่เทคโนโลยีและโลกการทำงานเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การพัฒนาโครงการ Skill/Credit Portfolio จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับประเทศไทย เนื่องจากระบบแฟ้มสะสมทักษะหรือ Portfolio นี้ช่วยให้นักเรียนและแรงงานสามารถแสดงทักษะ ความรู้ รวมถึงประสบการณ์การเรียนรู้ได้หลากหลายรูปแบบอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน ทำให้การเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างสถาบันการศึกษาและตลาดแรงงานเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น จากที่ได้ติดตามทางการประกาศและนโยบายล่าสุด การตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงการแฟ้มสะสมทักษะโดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นับเป็นก้าวสำคัญ เพราะแผนนี้ไม่ได้มุ่งแค่พัฒนาในแง่การศึกษาเท่านั้น แต่ตั้งเป้าให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานประเทศ เพื่อใช้ข้อมูลในการวางแผนพัฒนากำลังคนในระดับชาติอย่างยั่งยืน ตัวอย่างแนวทางที่น่าสนใจคือการพัฒนาแพลตฟอร์มระบบเปิดที่สามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้อย่างอิสระ ช่วยลดอุปสรรคในการเรียนและทำงาน รวมถึงการให้องค์กรภาครัฐ เช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ มาร่วมพัฒนาระบบเพื่อให้การถือครองลิขสิทธิ์ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังประสานกับการประชุมอธิการบดีเพื่อกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน ซึ่งจะตอบโจทย์ทั้งผู้เรียนและนายจ้างได้ดีขึ้น จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมฝึกอบรมและสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับแฟ้มสะสมผลงานพบว่า การมีระบบแฟ้มรวมทักษะที่สมบูรณ์สามารถช่วยให้เรามองเห็นพัฒนาการด้านทักษะของตนเองอย่างชัดเจน และยังเปิดโอกาสให้สามารถเทียบเคียงกับมาตรฐานสากลได้ นอกจากนี้ การใช้ฐานข้อมูลกลางยังช่วยให้ผู้ประกอบการและสถานศึกษาเข้าถึงข้อมูลทักษะบุคลากรได้ มีผลต่อการจัดวางแผนกำลังคนและพัฒนาคุณภาพแรงงานของประเทศในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจและส่งเสริมให้ผู้เรียนและผู้ใช้แรงงานเห็นประโยชน์ของระบบแฟ้มสะสมทักษะ เพื่อให้เกิดการใช้งานจริงและต่อเนื่อง สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของโครงการนี้จะช่วยขับเคลื่อนการศึกษาและการทำงานของประเทศไทยให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอนาคต




















































