คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ: การแทรกแซงที่สั่นคลอนหลักการประชาธิปไตยและการแบ่งแยกอำนาจ
ในระบอบประชาธิปไตยสากล หลักการสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้คือ การแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ แต่ละฝ่ายต้องทำหน้าที่ของตนโดยมีขอบเขตที่ชัดเจน ไม่ก้าวล่วงกัน เพื่อรักษาสมดุลทางการเมืองและป้องกันมิให้เกิดการผูกขาดอำนาจ แต่ในสังคมการเมืองไทย ภาพที่ปรากฏกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เมื่อฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ มีบทบาทอย่างมากในการ ชี้ขาดอนาคตการเมืองไทย ทั้งในระดับนโยบาย การจัดตั้งรัฐบาล ไปจนถึงการตัดสินชะตาของนักการเมืองและพรรคการเมือง
ตุลาการ: ผู้ตัดสินเหนือประชาชน?
ในทางหลักการ ประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยสูงสุด การเลือกตั้งคือเครื่องมือสะท้อนเจตจำนงของประชาชน 70 ล้านคน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กลับทำให้เห็นว่าคำตัดสินของตุลาการเพียง 9 คน สามารถล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงเจตจำนงของคนทั้งประเทศได้ การที่ตุลาการก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดชะตาการเมือง ไม่เพียงขัดกับหลักประชาธิปไตย แต่ยังเป็นการทำลายความชอบธรรมของระบบการเลือกตั้งและเสียงประชาชน
หลายคำวินิจฉัยที่ผ่านมา ไม่ได้เพียงเป็นการตีความรัฐธรรมนูญ แต่กลับกลายเป็นการ "เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยปลายปากกา" ของตุลาการ โดยไม่มีการผ่านความเห็นชอบของประชาชนหรือผู้แทนที่ประชาชนเลือกมา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าอำนาจตุลาการไทยกำลังล้นเกิน และเบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ
หลักการที่ถูกบิดเบือน
ชาร์ล-หลุยส์ เดอ มองแตสกิเออ (Montesquieu) ผู้บุกเบิกแนวคิดการแบ่งแยกอำนาจ เคยกล่าวไว้ว่า “เมื่ออำนาจนิติบัญญัติและบริหารรวมกันอยู่ในคน ๆ เดียวหรือองค์กรเดียว ย่อมนำไปสู่การกดขี่ และเมื่ออำนาจตุลาการไม่แยกออกจากสองอำนาจนั้น ย่อมไม่มีเสรีภาพ” คำกล่าวนี้เป็นหลักการสากลที่ประเทศประชาธิปไตยยึดถือ แต่ในกรณีของไทย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อำนาจทั้งสามถูกรวมศูนย์อยู่ในผู้นำคนเดียว หากแต่อยู่ที่ฝ่ายตุลาการเข้ามามีอำนาจเหนือกว่าอีกสองฝ่าย และคอย “ชี้นำ” หรือ “สกัดกั้น” การทำงานของฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตุลาการมิได้เป็นเพียงผู้ตีความ แต่กลับเป็นผู้วางกติกาใหม่ตามมุมมองของตนเอง นี่คือสิ่งที่บ่อนทำลายเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตย เพราะประชาชนถูกลดบทบาทจากผู้กำหนดอนาคตประเทศ เหลือเพียงผู้ที่ต้องรอรับคำตัดสินจากตุลาการ
ความเสี่ยงที่สังคมไทยต้องเผชิญ
หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการตรวจสอบ อนาคตของประเทศไทยอาจต้องอยู่ใต้เงาของ “ตุลาการภิวัฒน์” อย่างสมบูรณ์ ศาลรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นผู้ถืออำนาจสูงสุดในการกำหนดนโยบายและการเมือง โดยที่ประชาชนไม่อาจแทรกแซงหรือทัดทานได้เลย ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นคือ
1. การบิดเบือนประชาธิปไตย – การเลือกตั้งหมดความหมาย เพราะไม่ว่าประชาชนจะเลือกใคร คำตัดสินของศาลก็สามารถล้มล้างได้
2. การสูญเสียศรัทธาต่อสถาบันตุลาการ – เมื่อคำวินิจฉัยถูกตั้งคำถามเรื่องความยุติธรรมและความเป็นกลาง ความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการก็จะถดถอย
3. การแตกแยกทางสังคมที่รุนแรงขึ้น – เพราะทุกกลุ่มการเมืองต่างมองว่าตุลาการไม่ใช่ผู้พิพากษาที่เป็นกลาง แต่เป็นผู้เล่นทางการเมืองที่เลือกข้าง
อนาคตควรอยู่ในมือใคร?
ในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง อนาคตของประเทศต้องถูกกำหนดโดย ประชาชน ไม่ใช่ตุลาการ ไม่ใช่กองทัพ และไม่ใช่ชนชั้นนำใด ๆ ประชาชนต้องเป็นศูนย์กลางของการเมือง การเลือกตั้งจึงควรเป็นกระบวนการที่ศักดิ์สิทธิ์และไม่ถูกแทรกแซง หากฝ่ายตุลาการยังคงเข้ามาเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติอย่างต่อเนื่อง นั่นย่อมหมายถึงการทำลายเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตย
บทสรุป
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการตีความตัวบทกฎหมาย หากแต่เป็นการสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของประชาธิปไตยไทย ซึ่งยังไม่สามารถปล่อยให้อำนาจทั้งสามฝ่ายทำงานโดยอิสระและถ่วงดุลกันอย่างแท้จริง สิ่งที่ประเทศไทยต้องการไม่ใช่การมีตุลาการที่เข้มแข็งจนกลายเป็น “ผู้ปกครอง” หากแต่ต้องการตุลาการที่ ยึดมั่นในความยุติธรรม ปกป้องรัฐธรรมนูญโดยไม่ล้ำเส้นการเมือง และเคารพเสียงประชาชน
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว อำนาจสูงสุดต้องไม่อยู่ที่ตุลาการ 9 คน แต่อยู่ที่ประชาชน 70 ล้านคน ผู้เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง
Dr.Mike JFK : Human Rights Defender

















