เชื้อราในหูเกิดจากใส่หูฟัง จริงไหม #พี่ปูเป้หูคอจมูก #หมอเป้หูคอจมูก #ปวดหู #เชื้อรา #หูฟัง
ถ้าใส่หูฟังแล้วคันหู บอกเลยว่า “เป็นไปได้” ที่ความอับชื้นจะกระตุ้นให้เกิดเชื้อราในหูหรือผิวหนังรอบ ๆ ใบหูได้ โดยเฉพาะคนที่ใส่นาน ๆ ระหว่างทำงาน/ออกกำลังกาย หรือเผลอใส่นอน หูเราเป็นพื้นที่อุ่นและชื้นอยู่แล้ว พอมีหูฟังอุดปิดก็ยิ่งอบ ทำให้เชื้อราที่ชอบความอับชื้นเติบโตง่ายขึ้น อาการที่ฉันมักเห็นคนเล่าว่าเริ่มเป็น (และควรสังเกตตัวเอง) คือ คันหูมากจนเผลอเกา/แคะ, รู้สึกหูอื้อหรือเสียงทึบ, มีขุย/ลอกบริเวณใบหูหรือปากรูหู (บางคนเรียก “หูลอกเกิดจากอะไร”), และอาจมีคราบหรือขี้หูลักษณะเป็นผง/เป็นก้อนสีขาวหรือสีดำติดออกมากับสำลี/ทิชชู่ ถ้ามีอาการเจ็บหู บวม แดง มีน้ำไหล หรือได้กลิ่นไม่พึงประสงค์ร่วมด้วย ควรระวังว่าอาจเป็นการติดเชื้อที่ต้องให้แพทย์ตรวจ สิ่งที่ทำให้อาการแย่ลงแบบไม่รู้ตัวคือการใช้ Cotton bud แคะลึก ๆ เพราะจะทำให้ผิวในรูหูถลอก เสี่ยงติดเชื้อ และดันขี้หูเข้าไปลึกกว่าเดิม ถ้าคันมาก ๆ ฉันแนะนำให้หยุดแคะก่อน ลองพักการใส่หูฟัง 2–3 วัน และทำให้หูแห้งเป็นหลัก (เช็ดเฉพาะ “ใบหู/รอบนอก” หลังอาบน้ำ) หลีกเลี่ยงการหยอดอะไรเองแบบสุ่ม ๆ โดยเฉพาะถ้าไม่แน่ใจว่าแก้วหูปกติไหม ทริคป้องกันที่ทำได้จริงสำหรับคนต้องใช้หูฟังทุกวัน: - เลือกหูฟังขนาดพอดี ไม่แน่นจนร้อนอับ - จำกัดเวลาใส่ต่อเนื่อง พักหูเป็นช่วง ๆ - ไม่ใส่นอน และหลีกเลี่ยงใส่ทันทีหลังสระผม/หูยังชื้น - ทำความสะอาดหูฟังสม่ำเสมอ (เช็ดจุก/ตะแกรงด้วยแอลกอฮอล์ 70% แล้วปล่อยให้แห้ง) ถ้าอาการคันหูหรือหูอื้อเป็นซ้ำ ๆ เกิน 1 สัปดาห์ หรือมีขุยลอกที่ใบหู/เชื้อราที่ใบหูชัดเจน แนะนำไปตรวจหู จะได้แยกว่าเป็นเชื้อราในหูจริงไหม หรือเป็นผื่นแพ้/ผิวแห้ง/อักเสบ และได้ยาหยอดหรือยาทาให้ตรงจุดค่ะ



















