คิดว่าง่ายมันก็ง่าย

คิดว่ายากมันก็ยาก

ไม่ว่าจะคิดแบบไหนก็ถูกทั้งนั้น

11km ถ้ามองว่ายาก

ยากเพราะอะไร

วิ่งไม่ไหวมั้ย มันเร็วไป เมื่อยไป รึยังไง

เหนื่อยมั้ย

งั้นลองลดความเร็วเอาที่ไหวแต่ทำได้ยาวๆมั้ย

ไม่มีเวลา

ลองจัดเวลาก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็เอาเวลาไปนอนพักผ่อน มีโอกาสค่อยว่ากัน

ไม่มีแรง

จัดลำดับพลังงานดี ดูว่าวันนึงเราหมดแรงไปกับอะไร

อยากทำ แต่ใจยังไม่ได้

ลองลำดับการใช้dopaminในแต่ละวัน เซตระบบตัวเองใหม่ ออกจากloopเสพติดเดิมๆก่อน ให้เพดานความพึงพอใจลดลง ให้กิจกรรมที่กินชีวิตบางอย่างหายไป

ไม่อยากทำ

อันนี้ยังไม่ต้องทำ หาเป้าหมายให้เจอ หาwhyให้เจอก่อน

ปล.ถ้าไม่ได้มีแลกแว่น ผมก็จบที่5โล🤣 มันอยู่ที่เป้าหมายเป็นหลักจริงๆ

2 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงของผมในการวิ่งระยะกลางอย่าง 11 กิโลเมตร สิ่งหนึ่งที่พบเจอเสมอคือ “จิตใจ” มีผลต่อการวิ่งมากกว่าร่างกายเสียอีก หากเราคิดว่ามันยาก มันก็จะยากจริงๆ แต่ถ้าเราปรับมุมมองและคิดว่ามันทำได้ การวิ่งนั้นจะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นอย่างน่าแปลกใจ หนึ่งในเทคนิคที่ผมใช้คือ การลดความเร็วให้อยู่ในระดับที่ยังสามารถรักษาความสม่ำเสมอได้ตลอดทั้งระยะทาง แทนที่จะเร่งจนเหนื่อยเกินไปตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ การจัดสรรเวลาวันละไม่กี่นาทีเพื่อวิ่งหรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แม้ในวันที่รู้สึกไม่มีเวลา ก็ช่วยให้ร่างกายคุ้นเคยและพร้อมสำหรับการวิ่งระยะยาวขึ้น เรื่องแรงจูงใจและพลังก็สำคัญมาก การที่เรามีเป้าหมายชัดเจนว่าจะวิ่งเพื่อสุขภาพ เพื่อความฟิต หรือแม้แต่เพื่อการพักผ่อน จะช่วยกระตุ้นแรงใจให้ลุกขึ้นมาออกกำลังกายทุกวัน อีกสิ่งที่มีผลเช่นกันคือการหลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือพฤติกรรมที่สร้างความพึงพอใจเทียมซึ่งทำให้เราติดอยู่ในวงจรเดิมๆ เช่น การเล่นโทรศัพท์นานๆ หรือการเสพติดสิ่งเร้าต่างๆ วิธีนี้ช่วยเซตระบบสมองใหม่ ทำให้ Dopamine มีการปล่อยที่เหมาะสม กระตุ้นให้เราตื่นตัวและอยากทำสิ่งดีๆให้ตัวเอง สุดท้าย หากวันนี้ไม่สามารถเริ่มวิ่ง 11 กิโลเมตรได้ทันที ก็อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป ให้เป้าหมายเล็กๆ เช่น วิ่ง 5 กิโลเมตรก่อน และค่อยๆขยับเพิ่มระยะทางขึ้นไปตามความพร้อมของร่างกายและใจ เพราะการมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณบรรลุการวิ่งระยะไกลและสุขภาพที่ดีตามมาอย่างยั่งยืน