สมรภูมิชีวิต ในห้องฉุกเฉิน
วันสุดท้ายของการฝึกภาคสนามในฐานะนักศึกษาแพทย์ปีที่ 6 ที่โรงพยาบาลจังหวัด…
ไม่มีใครคิดว่าเช้าวันนั้นจะกลายเป็น ภาพจำที่ฝังลึกที่สุดในชีวิต
โซนสีแดงในห้องฉุกเฉิน — พื้นที่ที่ชีวิตและความตายยืนเผชิญหน้ากันเพียงเส้นบางๆ
ปกติถ้าเป็นโรงพยาบาลชุมชน เตียงในโซนนี้อาจมีเพียงสองเตียง แต่ที่นี่มีถึงแปด… และในวันนั้น ทุกเตียงเต็มไปด้วยเสียงครวญ เสียงสั่งการ เสี ยงเครื่องมือดังระงม ราวกับ สนามรบ
เมื่อตอนเรียนเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 ได้มีโอกาสไปฝึกตามโรงพยาบาลต่างจังหวัดและไม่เชื่อว่าการฝึกในวันสุดท้ายวันนั้นจะเป็นความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้อีกต่อไป เตียงที่ห้องฉุกเฉินในโซนสีแดงย่อมมีอยู่อย่างจำกัด ด้วยบุคลากรทั้งแพทย์และพยาบาลและอีกทั้งเครื่องมีอุปกรณ์ในการกูชีพต่างๆที่มีอยู่อย่างจำกัด หากเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก จำนวนเตียงในบริเวณนี้จะมีอยู่ไม่เกินสองเตียง แต่ในวันนั้นมลอยู่ที่โรงพยาบาลจังหวัดที่มีเตียงประจำการอยู่ทั้งหมดแปดเตียงในโซนสีแดง
การแบ่งความรุนแรงของการบาดเจ็บเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น อาการไม่ได้มาจากการบอกของผู้ป่วยอย่างเดียวแต่เป็นข้อมูลที่รวบรวมจากการบาดเจ็บและสัญญาณชีพที่ตรวจพบ ผู้ป่วยโซนแดงคือผู้ป่วยที่ยืนอยู่บนเส้นด้ายบางๆที่แยกระหว่างความเป็นและความตาย หากช้าเพียงเสี่ยววินาที ความตายไม่ไกลแน่นอน แต่หากการดูแลที่ใกล้ชิด ย่อมทำให้ระยะทางไปสู้ความตายของผู้ป่วยห่างออกไปประดุจนั่งเครื่องบินหนีความตายก็ว่าได้
ผู้ป่วยในเช้าวันนั้นเริ่มด้วยต้นด้วยผู้ป่วยชายวัยรุ่นที่ขับรถล้มลงข้างทาง ผู้ป่วยอาการคงที่ แต่อาการทุรนทุรายของผู้ป่วยทำให้นักเรียนแพทย์ปี 6 หรือที่เรียกว่าเอ็กเทินกระวนกระวายใจอย่างมาก คอยเข้าไปดูผู้ป่วยเวลาร้องโอดครวญ ไม่ใช่เพราะอาจารย์หรือพยาบาลไม่ใส่ใจ แต่ทุกคนกำลังวุ่นอยู่กับเตียงข้างๆที่มาด้วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่ได้รับการกดหน้าอกกู้ชีพไปแล้วรอบหนึ่ง และต้องเร่งมือทำทุกอย่างอย่างรวดเร็วที ่สุด
สงครามเช้าวันนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว การฉุดกระชากชีวิตจากความตายมาจากใครสักคนที่ไม่รู้ได้-กำลังเริ่มขึ้น ทุกคนใส่รองเท้าผ้าใบ เดินกึ่งวิ่ง เจาะเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เจ้าหน้าที่เอ็กเรย์พร้อมเครื่องมือพี่ใหญ่มหิมาคู่ใจมาถึงในไม่ช้า ภาพถ่ายเอ็กเรย์ทรวงอกก็ฉายขึ้น ภาวะน้ำท่วมปวดในผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นที่ตรวจพบกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันเริ่มเร่งให้ทุกคนต้องส่งผู้ป่วยไปยังห้องสวนหัวใจให้เร็วที่สุด เท่าที่มนุษย์ทุกคนในที่แห่งนั้นจะทำได้
ท่ามกลางสงครามของหัวใจ สมองของเด็กหนุ่มกำลังบวม และแน่นอนมลย่อมสังเกตได้เป็นคนแรก เพราะดูเหมือนเราจะเป็นคนที่ว่างงานและไร้ประโยชน์ที่สุด การเดินไปบอกอาจารย์แพทย์เวรในวันนั้นเป็นเรื่องยากแต่ต้องทำ เมื่ออาจารย์เห็นอาการของผู้ป่วยหนุ่มที่กะโหลกศีรษะแตกเลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองและใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นหนาร่วมกับอาการโวยวายที่หายไป กำลังซึมและหลับใหล ผ้าพันแผลที่ศีรษะเริ่มคลายหลุดออก ด้วยเราเอ็กเทินก็ว่างพอที่จะเข้าไปพันผ้าให้ใหม่ได้อยู่คนเดียว จึงเริ่มพันผ้ากลับเข้าไปอย่างเบามือ แต่แล้วก็ไม่อาจพันกลับไปได้อีก เพราะเนื้อสมองที่เหมือนเต้าหู้ญี่ปุ่นสีขาวกำลังพุ่งทะลุบาดแผลออกมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เสียงเอะอะอื้ออึงของผู้คนที่มลจับความไม่ได้ เพราะตนเองกำลังช๊อกและนิ่งงันกับภาพที่เห็นเนื้อสมองที่ไหลผ่านผิวหนังออกมาอย่างไม่หยุดยั้งพร้อมทั้งเลือดที่เริ่มไหลรินออกมาจากแผล เสียงที่ลากวิญญาณเข้าร่างอีกครั้งคือ “หมอนิวโรศัลย์มาแล้วน้องเอาผู้ป่วยเข้าโออา(ห้องผ่าตัด)“ การช่วยเข็นช่วยดันเตียงทำอย่างเร่งรีบที่สุดเท่าที่จะมีแรงทำได้ เตียงของเด็กหนุ่มยังไม่ทันเลื่อนผ่านประตูห้องฉุกเฉินออกไปจนพ้นสิ้น เสียงตะโกนพร้อมเสียงโอดครวญของผู้ชายวันฉกรรจ์ดังลั่นกลบความวุ่นวายที่มีอยู่จนสิ้น
หน้าท้องที่มีกิ่งไม้พร้อมด้วยลำไส้ที่วางอยู่ให้เห็นบนหน้าท้องไม่เกินจริง เป็นนักเรียนแพทย์ทหารคงมีภาพนี้แค่ในสนามรบ การฝึกภาคสนามเราเห็นมันเป็นสิ่งขำขัน จากบาดแผลสมมติที่เหมือนจริง แต่การเห็นความจริงนั้นน่ากลัวกว่าเยอะ แสงสีเสียงมันชัด ไหนจะกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง รู้ทันที่ว่าความกลัวของเรามันมากล้น ใจอยากวิ่งหนี ออกไปจากห้องฉุกเฉินเสียทีเถอะมล แต่เมื่อเสียงร้องดังลั่นนั้นหายไป กลับมาด้วยความเงียบพร้อมทั้งชีพจรที่หายไปของชายวันฉกรรจ์ สติกลับมาทันใด กระโดดเข้ากดหน้าอกอย่างสุดแรงแบบไม่หยุด
การฝึกทหารทำให้เราได้สติและทำทุกอย่างไปตามอัติโนมัติของปัญญา เราฝึก ฝึกและฝึก อาจารย์แพทย์วิ่งมาสั่งยาและการรักษาเบื้องต้น แล้วกลับไปดูผู้ป่วยเด็กที่จมน้ำตัวขาวซีด
ความตาย ความใกล้ตาย ความใกล้รอด จุดแบ่งอยู่ตรงไหน อายุไม่ใช่ตัวชี้วัดความแน่นอนของความตายที่เป็นเงื่อนเวลาที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่อะไรที่เป็นเงื่อไขของความตายและการมีชีวิตอยู่ต่อ สงครามของชีวิตเริ่มทุกวัน และวนไปไม่รู้จบตลอดเวลา
ไม่ง่ายเลยที่จะทำใจให้ไม่รู้สึกและไม่จมไปกับความสูญเสีย ไหนจะร่างกายที่อ่อนแรงจากการใช้งานมาอย่างหนักของแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน
ประสบการณ์ในวันนั้นบอกมลว่า มลอยู่ไม่ได้กับสถานการณ์เร่งรีบ รีบด่วนและเคร่งเครียด มลไม่พร้อมที่จะไม่รู้สึกอะไรต่อการสูญเสียหรือการฟื้นคืนชีพของใครบางคน ความรู้สึกปวดร้าว เจ็บปวด มันลงลึกไปเรื่อยๆ ภาวนาว่าขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่อยู่ในสมรภูมิ แต่การเป็นหมอไม่ง่ายเลย ความเป็นความตายของคนอื่น ย่อมสะท้อนให้เรากลับมาคิดถ ึงคุณค่าในชีวิตของตัวเรา
วันนั้นมลได้เรียนรู้ว่า —
การแพทย์ฉุกเฉินไม่ใช่แค่ศาสตร์แห่งการรักษา แต่มันคือ การรบกับความตายทุกลมหายใจ
แต่สำหรับมล…
หัวใจที่บอบบางยังไม่พร้อมจะเฉยชา ไม่พร้อมจะทำเป็นไม่รู้สึกอะไรต่อความสูญเสีย
ความเจ็บปวดที่ซึมลึกบอกมลว่า —
มลไม่อาจอยู่ในสนามรบแบบนี้ได้ตลอดไป
แต่สิ่งที่ได้รับคือการกลับมามองเห็น คุณค่าของชีวิตและความเป็นมนุษย์ ชัดเจนยิ่งกว่าครั้งใด
ปล. ภาพไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
เหตุการณ์ข้างบนเป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นเมื่อ 12 ปีที่แล้วค่ะ












































