จัดอันดับความเจ็บ ความรู้สึกไม่สบายตา ของเลสิก👁 วิธีไหนเบาที่สุด❓🤔
SMILE Pro / ReLEx SMILE ➡️ Femto LASIK ➡️ SBK LASIK ➡️ PRK / Trans PRK
👁 วิธีที่เจ็บน้อยที่สุดอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนเสมอไปนะคะ เพราะต้องขึ้นอยู่กับ "สภาพตา" ของแต่ละคนด้วยค่ะ
✴️ หมายเหตุ: ผลลัพธ์ของการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนทำการรักษาค่ะ
.
👩⚕️ ดูแลโดย พญ. ตุลยา ตั้งศิริพัฒน์ (ว.18895)
จักษุแพทย์ (LASIK และ SMILE)
จากประสบการณ์ที่ได้ฟังคำแนะนำจากคุณหมอและเห็นผลจากผู้ที่ได้ทำเลสิกแต่ละวิธี ผมเห็นว่าแต่ละเทคนิคมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เริ่มที่ SMILE Pro หรือ ReLEx SMILE ซึ่งเป็นวิธีที่เจ็บน้อยที่สุดและมีแผลเพียงประมาณ 2 มิลลิเมตร โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา ทำให้หลังทำรู้สึกไม่ค่อยเจ็บและกลับไปใช้ชีวิตได้เร็ว ทั้งนี้ อาการแสบตาหรือเคืองตาจะน้อยมากเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ ในขณะที่ Femto LASIK ใช้เลเซอร์เปิดฝากระจกตามีความแม่นยำและเจ็บน้อยกว่า SBK LASIK ที่ใช้ใบมีดเปิดฝากระจกตา โดย SBK LASIK จะมีความรู้สึกตึง เคือง รวมถึงแรงกดและแรงสั่นในระหว่างการทำ ทำให้รู้สึกเจ็บและไม่ค่อยสบายตาเท่า Femto LASIK ส่วน PRK และ Trans PRK แม้ว่าขณะทำจะไม่เจ็บแต่หลังทำจะมีอาการแสบและเคืองตาอย่างมากในช่วง 3-4 วันแรก เพราะแผลจะปิดตามธรรมชาติช้า อีกทั้งกระบวนการฟื้นฟูใช้เวลานานกว่าวิธีอื่น ๆ ทำให้ต้องงดใช้งานสายตาหนักไปสักพัก จึงไม่เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เหตุผลที่ว่าทำไมวิธีที่เจ็บน้อยที่สุดอย่าง SMILE อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนก็เพราะว่าสภาพตาของแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งบางกรณีอาจเหมาะกับการรักษาวิธีอื่น ๆ ดังนั้นการปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อประเมินสภาพตาก่อนทำเลสิกจึงเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนี้ การดูแลหลังทำเลสิกก็สำคัญมาก เช่น การนอนพักให้เพียงพอเพื่อให้ตาฟื้นตัวเร็ว ลดการใช้สายตาหนัก และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลลัพธ์การแก้ไขสายตาดีขึ้นและป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยรวมแล้ว ผมรู้สึกว่าการทำเลสิกเป็นทางเลือกที่ดีในการแก้ไขสายตาสั้น ยาว หรือเอียง แต่ต้องเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด และต้องเข้าใจถึงขั้นตอน ความรู้สึกหลังทำ ความเสี่ยง และระยะเวลาการพักฟื้น เพื่อช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างมั่นใจที่สุดครับ











