อดทนสอนอย่างสม่ำเสมอ พูดย้ำๆ ซ้ำๆ
(หรือที่เมื่อก่อนผู้ใหญ่ชอบบอกว่า พูดจนปากเปียกปากแฉะ🤣)
เลือกพูดให้เอลลี่โฟกัสสิ่งที่ต้องทำ มากกว่าการบอกว่าห้ามทำ
เช่น บ้านเราจะไม่บอกว่า อย่าตีพี่แมวนะ อย่าทับพี่แมวนะ
แต่จะบอกว่าลูบเบาๆนะ นอนข้างๆนะ แบบนี้มากกว่าค่ะ
สิ่งสำคัญคือ วิธีที่เราปฏิบัติกับแมว
จะเป็นสิ่งที่เด็กจะปฏิบัติกับแมวเหมือนกัน
แน่นอนว่ามันไม่ได้สมบูรณ์แบบทุกวัน...
บางวันเ ด็กอาจจะเจ็บตัว(นิดหน่อย) เพราะจับโดนส่วนที่พี่แมวไม่ชอบ
หรือพี่แมว(บางตัว)อาจจะเจ็บตัว(นิดหน่อย) เพราะน้องวิ่งมานอนทับแต่ไม่ลุกหนี
มันก็มีบ้าง แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของครอบครัวเพื่อที่จะไม่ให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง และในระหว่างนั้น ทั้งเด็กและแมวก็ค่อย ๆ เรียนรู้กันไป
เอลลี่เริ่มเรียนรู้ว่า
ต้องนอนข้าง ๆ ไม่ใช่นอนทับ
ต้องลูบเบา ๆ ไม่ใช่จับแรง
ต้องดูว่าพี่แมวอยากเล่นต่อมั้ย
ส่วนพี่แมวเองก็เริ่มเรียนรู้เหมือนกันว่า
ถ้ารู้สึกเหมือนจะไม่ปลอดภัย ก็ลุกหนีได้
ถ้าไม่อยากเล่น ก็เดินออกมาได้
(มีแค่อีเธอร์กับบราบัสเท่านั้นที่น้องจะทับได้
พี่แมวตัวอื่นซิ่งหนีไปตั้งแต่เห็นน้องวิ่งมาแล้ว555)
สำหรับบ้านเรา การอยู่ร่วมกันของเด็กกับแมว
เลยไม่ใช่การปล่อยให้เขาอยู่ด้วยกันแบบไม่ม ีขอบเขต
แต่คือการค่อย ๆ สอน ค่อย ๆ ดูแล
และให้ทั้งสองฝ่ายเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัย
นี่คือวิธีดูแลเด็กและแมวในแบบของบ้านเราค่ะ 🤍
การเลี้ยงเด็กให้รู้จักอยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงอย่างแมวอย่างปลอดภัยนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนและความสม่ำเสมอในการสอนจากผู้ใหญ่ เพราะเด็กยังไม่เข้าใจวิธีรับมือกับน้ำหนักมือหรือพฤติกรรมของแมวอย่างครบถ้วน ในบ้านเราใช้วิธีพูดซ้ำๆ อย่างใจเย็น และเลือกใช้คำสั่งเชิงบวกเพื่อให้เด็กโฟกัสกับสิ่งที่ควรทำ เช่น "ลูบเบาๆ" หรือ "นอนข้างๆ" มากกว่าใช้คำว่า "ห้าม" ซึ่งจะทำให้เด็กเข้าใจและมีทัศนคติที่ดีต่อแมวมากขึ้น ทั้งนี้ พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องเป็นผู้ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดในช่วงแรก ไม่ปล่อยให้เด็กและแมวอยู่ด้วยกันโดยไม่มีขอบเขต เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น แมวอาจโมโหเพราะถูกจับแรงไป หรือเด็กอาจเจ็บเวลาถูกรบกวนโดยไม่ได้ตั้งใจ อีกสิ่งสำคัญคือการสอนเด็กให้สังเกตภาษากายของแมว เช่น ถ้าหางแมวสะบัดแรง นั่นคือสัญญาณว่าแมวเริ่มไม่พอใจ และควรหยุดเล่นหรือถอยออกมา ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ประสบการณ์ส่วนตัวพบว่า เมื่อเด็กและแมวได้เรียนรู้กันและกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งสองฝ่ายจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและมีความสุข แมวรู้สึกปลอดภัยและเด็กก็เรียนรู้ที่จะเคารพสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีความรับผิดชอบและความเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ดังนั้น ผู้ชื่นชอบแมวที่มีเด็กในบ้านจึงควรเฝ้าดูและสอนอย่างมีระบบ ด้วยความใจเย็นและความรัก เพราะสิ่งนี้จะเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าสำหรับเด็กและแมว ทั้งยังก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในระยะยาว


















































