Wicked: For Good
ภาคแรกเนี่ย ให้เวลาไปกับการเล่าอะไรในโรงเรียนซะนาน กว่าจะเข้าเนื้อหาจริงๆ ก็เล่นไปเกือบท้ายเรื่องแล้ว แถมการตัดสินใจสุดท้ายของกาลินดา ยังทำให้ไม่เข้าใจอยู่เลยว่าทำไมเธอถึงเลือกแบบนั้น
มาภาคนี้ทุกอย่างกลับเร่งรีบต่างกันคนละขั้ว ไหนจะงานแต่ง ความสัมพันธ์ตัวละคร น้องสาว เจ้าชาย พ่อมดออซ เส้นเรื่องที่ต้องทับซ้อนกับหนังต้นฉบับ ไหนจะต้องมีเหตุการณ์ iconic, เพลง iconic, ฉาก iconic แต่ลืม ใจกลางของ Wicked ที่แท้จริง คือความสัมพันธ์และอุดมการณ์ของทั้ง 2 ตัวละคร
โอเคดีขึ้น ที่หนังให้มิติของกาลินดาเพิ่มเข้ามา มีหลายจังหวะที่พาเรื่องรางไปสู่ทางออกที่ดีได้ แต่เธอกลับไม่เลือก
มันไม่ค่อยสมเหตุสมผลที่ให้เธอเป็นคนที่โหยหาการยอมรับ แต่ไม่ได้พาเราเข้าไปถึง “ภายในใจ” ตัวละคร ทำให้การตัดสินใจหลายอย่างดูเป็นความเห็นแก่ตัวมากกว่า “ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่”
คือมันควรจะเป็นเรื่องราวของคนที่ “อยากทำดี แต่เลือกทางผิด” ซึ่งสิ่งที่ออกมาคือ “อยากได้อะไรก็เอา แม้เพื่อนจะเจ็บ”
อาจจะเพราะภาคแรกเน้น school life จนกินเวลาของการพัฒนาการความสัมพันธ์ พอภาคสองรีบจนไม่เติม emotional bonding เลยกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ มีฉากด้วยกันเยอะแยะ แต่ไม่รู้สึกว่าผูกพันแบบลึกซึ้งจริง
แถมประเด็นเรื่องสัตว์หนังก็ไม่สามารถทำให้เราเข้าใจได้ว่า พวกมันถูกขับไล่เพราะอะไร ทั้งที่มันควรเป็นประเด็นใหญ่ของเรื่อง เป็นชนวนของการต่อสู้แต่กลับขยี้และให้ความสำคัญน้อยไปนิด ทำให้การลุกขึ้นสู้ของ Elphaba ดูเบาหวิวไปด้วยเลย
ต่อมา หากพูดถึงหนัง musical สิ่งที่จะนึกถึงนอกจากเรื่องการร้องคืออะไร?
“choreograph” ไง ฉาก musical ที่ควรจะอลังการเหมือนภาคแรกแทบไม่มีให้เห็น จากที่เคยคาดหวังว่าจะได้ดูฉากท่าเต้น การแสดงโชว์จัดเต็ม ภาคนี้เหลือแค่ตัวละครยืนร้องเพลง เล่าความรู้สึกและความสัมพันธ์ ซึ่งมันไม่ผิด แต่แอบรู้สึกว่าความเป็น “มิวสิคัล” มันธรรมดาไปหน่อย ถ้าเทียบกับหนังในแนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ
ทั้งหมดทั้งมวลถูกทดแทนด้วยเพลง พลังเสียงและงานภาพ สุดตระตระกาลหูตระการตา แต่ส่วนตัวคิด ว่ายังไม่พอที่จะทำให้เราสนุกกับหนังเรื่องนี้ได้

























