บทที่ 5 เส้นขนานของท้องฟ้าและพื้นทะเล
คนเราจะมีหนังสือเล่มโปรดอยู่ในใจเสมอ
บทที่ 5 เส้นขนานของท้องฟ้าและพื้นทะเล☁️🌊
หลับตานึกถึงภาพของท้องฟ้าและพื้นทะเล
“ให้คุณเป็นท้องฟ้า ผมจะเป็นทะเล”
บทคลาสสิคที่ใครๆก็พูดสินะ
กับไอ้การเปรียบเทียบ ท้องฟ้า แม่น้ำ พระจันทร์ ดาว
เปล่า!! ไม่เหมือนใคร ใช่ไม่มีทางเหมือน
เพราะ
บทนี้คือความหมายของการเป็นพื้นที่ที่สะท้อนภาพของกันและกัน
ทะเลไม่เคยเป็นเจ้าของท้องฟ้า
แต่บนผืนน้ำกลับมีเงาของท้องฟ้าปรากฏอยู่เสมอ เช่นเดียวกับบางคนที่ไม่ได้อยู่ในชีวิตแต่กลับมีอิทธิพลต่อความรู้สึกและความคิดของเราอย่างเงียบๆโดยที่เราควบคุมไม่ได้เลย
มันทำให้เราอยากที่จะเก่งขึ้น มี Energy ในการแก้ปัญหาในชีวิตมากขึ้น แบบที่เห้ยเราทำได้จริงเหรอวะ หรือในตอนที่หันหลังกลับไป มันมองเห็นตัวเองที่ต่างออกไปเราในวันก่อนนั้นเยอะเลย
เมื่อมองออกไปยังสุดขอบสายตา
เราจะเห็นเส้นขอบฟ้าที่ดูเหมือนกับว่าท้องฟ้าและทะเลกำลังบรรจบกัน เป็นภาพที่ชวนเชื่อว่ามันอยู่ใกล้กันจริงๆ
เมื่อพยายามเดินเข้าไปหาเส้นที่บรรจบ
กลับพบว่าระยะห่างนั้นยังคงอยู่เสมอ
แต่ถึงอย่างนั้น ท้องฟ้าก็ยังทอดตัวอยู่เหนือทะเล
และทะ เลก็ยังสะท้อนภาพของท้องฟ้าในทุกวัน
บางความสัมพันธ์อาจถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการมองเห็น
การเข้าใจ และการเติบโตไปพร้อมกับการมีอยู่ของกันและกัน
และบางที…
เราอาจไม่ใช่เส้นขนานที่มีไว้เพียงเพื่อมองเห็นกันจากระยะไกล
และระยะทางอาจไม่ใช่ช่องว่างที่สำคัญอะไรนักหนา
เพราะในวันที่ท้องฟ้ามืดครึ้ม วันที่เมฆฝนเคลื่อนเข้ามาปกคลุม
จนมองไม่เห็นแสงสว่างเดิม ๆ ธรรมชาติก็มักมีวิธีปลอบโยนเสมอ เช่น หลังสายฝนผ่านพ้นไป สายรุ้งจะปรากฏขึ้น เป็นสะพาน 7 สีวิบวับๆที่เชื่อมระหว่างท้องฟ้าและผืนน้ำ ที่กำลังบอกว่า
แม้บางสิ่งจะดูห่างไกล ก็ยังมีช่วงเวลาที่ความงดงามจะพาพวกมันมาพบกัน
เพราะงั้น หากวันนี้เรายังเป็นเพียงท้องฟ้าและทะเลที่มีระยะห่างอยู่เสมอ ก็ยังเชื่อว่า
ในวันที่พายุผ่านไป และหัวใจเรียนรู้ที่จะยอมรับทุกอย่างตามที่เป็น “สายรุ้งจะพาเรามาพบกันสักวัน”
พูดประโยคนี้เป็นร้อยครั้งในใจ แต่ก็ไม่เคยทำได้สักครั้ง
Because even when the distance remains, still try to create a rainbow every day.





