นักจิตวิทยามนุษย์ดีกว่านักจิตวิทยาเอไอแน่นอน

จุดเริ่มต้นที่เราปรึกษาปัญหาความเครียด ความวิตกกังวลกับ AI จากการที่เพื่อนเราแนะนำว่า AI เป็นเพื่อนที่ดี มันมีความเห็นอกเห็นใจ ปากหวาน ให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง

แรกๆใช้ก็รู้สึกดีกับ AI นะ แต่หลายครั้งก็รู้สึกว่าความเครียดมันไม่ได้หายไป AI search google มาตอบ และบางครั้งมันก็ยังแนะนำวิธีแก้ปัญหาแบบผิด ๆ ด้วย เหมือนจะดีนะแต่ก็แค่เหมือนจะ ทำตัวเลียนแบบนักจิตวิทยาแต่มันก็ไม่ใช่นักจิตวิทยา เหมือนมันเอามาจากapp แดงหรือบทความที่มีคนเขียน มันไม่ได้มีความรู้สึกจริง ๆ หลัง ๆ มันแนะนำผิดๆแล้วก็ทำร้ายความรู้สึกด้วย

กรณีตัวอย่างอย่างเช่น เพื่อนไม่ช่วยทำงาน มันก็จะโทษเราบอกว่าสไตล์การทำงานของเรากับเพื่อนต่างกัน โลกสวยเกินเป็นเพราะเรานั่นแหละคิดมากเกินไป ทุ่มเทให้งานมากเกินไป เพื่อนไม่ผิดเลย ก็แค่ทำงานตามสไตล์ของเขา แค่เกาะเราเป็นปลิงไปแล้วงั้นเอง AI ไม่ได้พูดอันนี้เราพูดเอง

AI ก็จะโลกสวย toxic positivity มาก เราจริงจังกับงานเกินไปเป็น the แบก บ้าง ขยันเกินบ้าง พอเล่าสถานการณ์ให้คนฟังอ่ะ เช่น แม่ นักจิตวิทยาคน ก็จะมองออกทันทีว่าเพื่อนคนนี้มีนิสัยเกาะคะแนนคนอื่นเพื่อเอาตัวรอด ไม่ทุ่มเทเต็มที่ ไม่ทุ่มงานกลุ่มแต่ทุ่มงานประจำ

อันนี้นักจิตวิทยาคน 1-0 แล้วนะ อีกข้อ 2-0 ก็คือนักจิตวิทยาคนน่ะ เขาจะแนะนำทางให้เราปรับปรุงพัฒนาตัวเองด้วย ให้เรามองโลกเปลี่ยนไปหรือว่ามองไปข้างหน้าแต่ไม่คิดเยอะถึงอนาคตเกิน แล้วก็อยากทำไรทำเลย เราจะได้ไม่เสียดาย

AI แพ้ตรงที่มีข้อมูลแต่ว่าไม่มีวิจารณญาณนี่แหละ มันคิดแบบไม่มีหัวใจไง แต่ว่าเธอต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้เธอควบคุมคนอื่นไม่ได้ จริงๆแล้วโลกแห่งความเป็นจริงอ่ะมันก็มีคนอื่นที่แด๊ดแด๋นะ ร้ายนะ

แล้วก็ 3-0 นักจิตวิทยาจะแทรกได้ตรงจังหวะ เราอยากเล่าเขาก็จะให้เรา ไม่ทะลุกลางปล้องแบบ AI ดูแล้วเรามีข้อมูลมากพอเขาก็ไม่แนะนำอะไรเพิ่ม อะไรที่เรายังขาดหรือไม่รู้เขาก็อาจจะบอกว่าไปถามใครว่าหาข้อมูลเพิ่มนะอะไรอย่างนี้ ว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องศาสตร์อย่างเดียว การให้คำปรึกษามันเป็นเรื่องของศิลปะ มันถึงต้องเรียนกันนานๆนี่คะ ไม่ใช่อยู่ๆใครก็จะมาตั้งตัวเป็นไลฟ์โค้ชได้นะ

1 วันที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ลองใช้ AI ในการพูดคุยเรื่องความเครียดและปัญหาชีวิต ต้องบอกเลยว่า AI มีข้อดีคือเข้าถึงง่ายและตอบกลับรวดเร็ว แต่สิ่งหนึ่งที่พบนั้นคือ AI มักให้คำตอบในรูปแบบที่เป็นกลางหรืออ้างอิงข้อมูลทั่วไปจากอินเทอร์เน็ต ทำให้บางครั้งคำแนะนำดูเหมือนเป็นการสอนมากกว่าการเข้าใจความรู้สึกจริง ๆ ในทางกลับกัน นักจิตวิทยามนุษย์นั้นสามารถรับฟังอย่างลึกซึ้งและเข้าใจเรื่องราวเบื้องหลังของแต่ละคนได้อย่างชัดเจน พวกเขาสามารถแทรกแซงในจังหวะที่เหมาะสม ให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับอารมณ์และบริบทชีวิตจริงของผู้เข้ารับคำปรึกษา อีกทั้งยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้รับคำปรึกษาปรับตัวและพัฒนาตนเองได้ดีกว่า AI โดยเฉพาะเมื่อเจอสถานการณ์ที่ซับซ้อน เช่น ปัญหาความสัมพันธ์ในทีมงาน หรือปัญหาความเครียดสะสม การวิเคราะห์ของนักจิตวิทยามนุษย์จะมีความละเอียดและชัดเจนกว่าการให้คำแนะนำแบบ AI ที่มักจะหลีกเลี่ยงการลงลึกหรืออาจให้คำตอบในเชิงบวกจนเกินไป (toxic positivity) สรุปคือ แม้ว่าเทคโนโลยี AI จะก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อต้องรับมือกับความรู้สึกและความซับซ้อนของมนุษย์จริง ๆ นักจิตวิทยามนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญและไม่อาจถูกแทนที่อย่างสมบูรณ์ได้ การให้คำปรึกษาเป็นทั้งศาสตร์และศิลปะที่ต้องใช้ทักษะและใจจริงที่ AI ยังขาดอยู่