หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค…

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค…คุณค่าของท่านอาจไม่ได้อยู่เพียงที่พระเครื่องและอภินิหารครับ

ยิ่งผมได้อ่านประวัติของหลวงพ่อปาน โสนันโท หรือพระครูวิหารกิจจานุการ แห่งวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมยิ่งคิดว่า หากเรารู้จักท่านเพียงในฐานะพระเกจิผู้สร้างพระพิมพ์ทรงสัตว์ เป่ายันต์เกราะเพชร หรือเป็นต้นสายคาถาเงินล้าน เราอาจกำลังมองเห็นมรดกของท่านเพียงบางส่วนครับ

หลวงพ่อปานเกิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2418 ที่ตำบลบางนมโค ในสมัยรัชกาลที่ 5 ชื่อ “ปาน” เชื่อกันว่ามาจากปานแดงบริเวณนิ้วก้อยมือซ้าย ส่วนชื่อโยมบิดาพบข้อมูลต่างกัน บางแหล่งระบุว่า “อาจ” ขณะที่ทะเบียนบางแห่งระบุว่า “สะอาด” จึงยังไม่ควรสรุปโดยไม่มีเอกสารชั้นต้นเพิ่มเติมครับ

ท่านอุปสมบทที่วัดบางนมโค โดยมีหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “โสนนฺโท” หรือที่เขียนทั่วไปว่า “โสนันโท” ส่วนปีอุปสมบทพบทั้ง พ.ศ. 2438 และ 2439 แต่ทะเบียนพระสังฆาธิการสนับสนุนปี พ.ศ. 2439 มากกว่า

หลังบวช ท่านไม่ได้ศึกษาเพียงคาถาอาคม แต่เรียนทั้งพระปริยัติธรรม ภาษาบาลี กรรมฐาน การแพทย์แผนโบราณ และวิชาสงเคราะห์ผู้คน ครูบาอาจารย์ที่กล่าวถึงในสายประวัติ ได้แก่ หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย และหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน รวมถึงการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดว่าใครถ่ายทอดวิชาใด ตลอดจนเรื่องครูผู้ลึกลับ นิมิต และเหตุอัศจรรย์จำนวนมาก มาจากความทรงจำและชีวประวัติในสายศิษย์ จึงควรรับรู้ในฐานะ “ประวัติสายครู” มากกว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ทุกตอนครับ

สิ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญมาก คือหลวงพ่อปานเป็นทั้งพระนักศึกษา พระนักปฏิบัติ พระนักพัฒนา และที่พึ่งของชุมชน

ในยุคที่โรงเรียน โรงพยาบาล และแพทย์สมัยใหม่ยังเข้าไม่ถึงชนบทอย่างทั่วถึง ท่านสอนหนังสือแก่พระภิกษุ สามเณร เด็กวัด และบุตรหลานชาวบ้าน สนับสนุนการศึกษา บูรณะวัด สร้างพระอุโบสถ เจดีย์ และถาวรวัตถุ ก่อนดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางนมโครูปที่ 3 และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูวิหารกิจจานุการ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

อีกบทบาทหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านเคารพท่านมาก คือการเปิดวัดรับผู้เจ็บป่วยและผู้มีความทุกข์ ท่านใช้ความรู้เรื่องยาไทย สมุนไพร น้ำมนต์ และพิธีกรรมตามวัฒนธรรมในยุคนั้นช่วยเหลือผู้คน จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “หมอพระ”

เรื่องการรักษาโรค ถอนคุณไสย ถอนพิษงู หรือเหตุเหนือธรรมชาติ ไม่สามารถตรวจสอบด้วยมาตรฐานการแพทย์สมัยใหม่ได้ แต่สิ่งที่กล่าวได้อย่างมั่นคงคือ วัดของท่านเป็นศูนย์พึ่งพิงทั้งทางกายและใจของชุมชนครับ

วัตถุมงคลที่ทำให้หลวงพ่อปานเป็นที่รู้จักมากที่สุด คือพระพิมพ์เนื้อดินเผา รูปพระพุทธเจ้าประทับเหนือสัตว์พาหนะ เช่น ไก่ ครุฑ หนุมาน ปลา เม่น และนก ซึ่งภายหลังถูกผูกกับความเชื่อด้านอาชีพ โภคทรัพย์ เมตตา การเดินทาง และความแคล้วคลาด

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ การสร้างพระไม่ได้มีเพียงมิติของพุทธคุณ ยังเชื่อมโยงกับการระดมทรัพยากรเพื่อบูรณะศาสนสถานด้วย และตามคำบอกเล่าของลูกศิษย์ หลวงพ่อปานไม่ได้สอนให้พึ่งวัตถุมงคลโดยละเลยศีล ท่านย้ำเรื่องความซื่อสัตย์ ความไม่ประมาท และการประพฤติดีควบคู่กันเสมอ

มรดกสำคัญอีกเรื่องคือ “ยันต์เกราะเพชร” ซึ่งหลวงพ่อฤๅษีลิงดำระบุว่าได้รับการถ่ายทอดจากหลวงพ่อปาน และนำไปสืบต่อที่วัดท่าซุง โดยอาศัยบทอิติปิโสแปดทิศและพุทธานุภาพเป็นหลัก

แม้ผู้คนจะเชื่อในอานุภาพด้านการคุ้มครอง แต่คำสอนในสายนี้ก็ยังวางเงื่อนไขไว้ที่การรักษาศีล ไม่ใช่รับพิธีแล้วจะปลอดภัยได้โดยไม่คำนึงถึงการกระทำของตนครับ

อีกมรดกหนึ่งที่คนรู้จักกันมาก คือคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของบทที่สายวัดท่าซุงเรียกว่า “คาถาเงินล้าน” ตามเรื่องเล่า หลวงพ่อปานได้รับการถ่ายทอดจากครูผึ้ง แล้วสอนให้ศิษย์ภาวนาควบคู่กับการให้ทาน รักษาศีล และประกอบสัมมาอาชีพ

จุดนี้ควรเข้าใจให้ชัดว่า คาถาดังกล่าวไม่พบในฐานะพระสูตรหรือพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก แต่เป็นมรดกในสายครูบาอาจารย์ ซึ่งผู้ศรัทธาสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ควรแยกออกจากการสร้างเหตุที่ดีในชีวิตครับ

ศิษย์สำคัญที่สุดผู้หนึ่งของหลวงพ่อปาน คือพระมหาวีระ ถาวโร ซึ่งต่อมาคือพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง ผู้บันทึกและเผยแพร่ประวัติ คำสอน กรรมฐาน ยันต์เกราะเพชร และคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าออกไปอย่างกว้างขวาง

ชีวประวัติส่วนใหญ่ที่คนรุ่นหลังรู้จัก จึงมีทั้งข้อเท็จจริง ความทรงจำ คำสอน และเรื่องอภินิหารผสมอยู่ด้วยกัน เราสามารถรับฟังด้วยความเคารพ ขณะเดียวกันก็ควรแยกให้ออกว่า ส่วนใดตรวจสอบได้ และส่วนใดเป็นเรื่องในขอบเขตของศรัทธาครับ

หลวงพ่อปานมรณภาพเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 สิริอายุ 63 ปี ประมาณ 42 พรรษา แม้เอกสารบางฉบับจะระบุคลาดเคลื่อนไปเป็น พ.ศ. 2484 แต่ทะเบียนคณะสงฆ์และแหล่งหลักส่วนใหญ่สนับสนุนปี พ.ศ. 2481 มากกว่า

จากเรื่องราวทั้งหมด ผมคิดว่า สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อปานได้รับความเคารพมาจนถึงวันนี้ ไม่ได้มีเพียงเรื่องพระเครื่อง คาถา หรือเหตุอัศจรรย์

แต่คือการเป็นพระที่ศึกษา ปฏิบัติ สอนหนังสือ พัฒนาวัด รักษาผู้เจ็บป่วย สงเคราะห์ชาวบ้าน และนำทรัพยากรที่ผู้คนถวายกลับไปสร้างประโยชน์แก่พระศาสนาและชุมชน

เราจึงสามารถศรัทธาในท่านได้ โดยไม่จำเป็นต้องถือว่าเรื่องทุกตอนเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และสามารถเคารพวัตถุมงคลได้ โดยไม่ลืมว่า สิ่งที่ครูบาอาจารย์ต้องการฝากไว้เหนือวัตถุ คือศีล ความเพียร ความเมตตา และการไม่ประมาทครับ

เพราะมรดกของพระอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งซึ่งท่านสร้างไว้ให้เรากราบเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่แบบอย่างการดำเนินชีวิต ซึ่งทำให้เรารู้ว่า เมื่อมีความรู้ มีศรัทธา และมีผู้คนเคารพแล้ว เราจะนำสิ่งเหล่านั้นกลับไปช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไรครับ 🙏

#วันละเรื่องสองเรื่อง

#หลวงพ่อปาน

#วัดบางนมโค

#หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

#ธรรมทาน

วัดบางนมโค (หลวงพ่อปาน)
7/31 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประวัติของหลวงพ่อปานที่ได้นำเสนอแล้ว ผมขอแชร์ประสบการณ์การศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับท่านที่ทำให้เห็นภาพความสำคัญของครูผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาที่ผมได้มีโอกาสเยี่ยมชมวัดบางนมโค ผมรู้สึกได้ถึงความศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อหลวงพ่อปาน ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้สร้างพระเครื่องหรือเจ้าของคาถาดังเพียงอย่างเดียว แต่คือความน่าเลื่อมใสในด้านการเป็นนักพัฒนาชุมชนที่แท้จริง พวกเขากล่าวถึงท่านในแง่ของ 'หมอพระ' ที่รักษาผู้ป่วยด้วยยาไทยและสมุนไพร พร้อมทั้งประยุกต์ใช้วิชาการแพทย์แผนโบราณควบคู่กับการพึ่งพาศรัทธาและพิธีกรรมเพื่อสร้างความสงบใจ ผมได้เรียนรู้ว่าหลวงพ่อปานไม่เพียงแต่สอนคาถาและปลุกเสกพระเครื่องเท่านั้น แต่ท่านยังใส่ใจสอนศีลธรรมและการประพฤติดีในชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัด เพราะท่านมองว่าพลังแห่งวัตถุมงคลและคาถานั้นจะมีอานุภาพสูงสุดก็ต่อเมื่อผู้ใช้มีจิตใจที่ดี มีความซื่อสัตย์ และดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท ผมคิดว่านี่คือแก่นแท้ที่ทำให้หลายคนยังคงศรัทธาและเคารพท่านจนถึงทุกวันนี้ ส่วนเรื่องยันต์เกราะเพชรที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำเล่าขานว่าได้มาจากหลวงพ่อปานนั้น ผมได้ยินมาว่าไม่ใช่เพียงกำแพงคุ้มครองทางกายเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้ผู้ปฏิบัติรักษาศีลและมีสติอยู่เสมอ จึงทำให้ยันต์นี้มีความหมายลึกซึ้งในเชิงจิตวิญญาณและวัฒนธรรมทางพุทธศาสนา ในฐานะผู้ศึกษาประวัติและวัฒนธรรมพระเครื่อง ผมเห็นว่าความโดดเด่นที่สุดของหลวงพ่อปานคือการนำเอาปราชญ์ในด้านต่าง ๆ มารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านพระธรรมคำสอน การแพทย์แผนโบราณ ศิลปะการสร้างพระ และการพัฒนาชุมชนที่มีความยั่งยืน สุดท้ายนี้ ข้อคิดสำคัญที่ผมได้จากเรื่องราวของหลวงพ่อปานก็คือ "มรดกที่แท้จริงของพระอาจารย์ไม่ได้อยู่ที่วัตถุหรืออภินิหารใด ๆ แต่คือแบบอย่างความเป็นผู้ให้และความเมตตาที่ส่งผ่านไปยังชุมชนและผู้คน" การศึกษาตำราหรือปฏิบัติตามคาถาเงินล้านนั้นจะมีคุณค่าอย่างแท้จริงเมื่อผนวกกับการทำดี เป็นคนซื่อสัตย์ และแผ่เมตตาต่อผู้อื่นตามคำสอนของท่าน ใจความนี้เองที่ทำให้ผมเชื่อว่าเมื่อใดก็ตามที่เรามีความรู้ความศรัทธาและได้รับการเคารพจากผู้อื่น เราก็ควรนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นแรงผลักดันในการสร้างสิ่งดีงามในสังคมต่อไป ทั้งนี้เพื่อถวายเป็นธรรมทานและสืบสานปณิธานของหลวงพ่อปานอย่างแท้จริง