Have you ever noticed? Why do 90s Japanese cartoons have mixed Chinese?
Anyone who is Gen Y who grew up with 90s Japanese comics is likely to be familiar with characters in that era of comics with mixed Chinese, such as Ranma, Dragon Ball, Hunter, or even the chinese fashion mixed into Japanese characters. So why is the Chinese culture in these chinese comics gone now?
There is an analysis that in the 80 "s and 90" s, China and Japan had good diplomatic relations and exchanged cultures. Especially Chinese cultures, both languages, fashion, food, leather, and Chinese and Hong Kong entertainment influences poured into Japan and the world, causing Japan at that time to absorb Chinese culture, so the Japanese comics industry brought in Chinese.
In the 2000s, Japan revised its entertainment and cultural policies, sending foreign sales, plus during which time its influence in China and Hong Kong began to decline. Japanese nationalism J-POP strengthened. In the 2000s, it was the golden age of Japanese culture.
Annexed to the latter, as we know, the political problems between China and Japan are complex, causing Chinese culture to disappear from Japan.
# Japanese cartoon # Childhood cartoon # Trending # Anime # Old anime
ถ้าย้อนนึกถึงอนิเมะญี่ปุ่นยุค 90 หลายเรื่องจะมี “กลิ่นอายจีนโบราณ” โผล่มาแบบเนียนๆ ไม่ว่าจะเป็นชุดกี่เพ้า/เสื้อผ้าทรงจีน โรงเตี๊ยม ร้านราเมงที่จัดฉากเหมือนเมืองจีน ป้ายตัวอักษรจีน หรือคาแรกเตอร์ที่เป็นนักสู้สายกังฟู พอมาดูยุคหลังๆ โดยเฉพาะหลังปี 2000 ความเป็นจีนแบบนั้นเหมือนลดลงจริงๆ ซึ่งพอไปไล่สังเกตควบคู่กับสิ่งที่คนค้นหาอย่าง “หนังจีน/ฮ่องกงยุค 90” กับ “การ์ตูนจีนโบราณ” จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า บรรยากาศยุคนั้นมันหนุนกันหลายทาง 1) ยุคที่หนังจีน-ฮ่องกงดังมาก ทำให้ภาพจำจีนเท่และขายได้ ช่วงปลาย 80–90 เป็นช่วงที่หนังฮ่องกง/จีนเข้าถึงคนดูเอเชียหนักมาก (สายกังฟู จอมยุทธ์ มาเฟียฮ่องกง) ภาพลักษณ์ “จีนโบราณ” เลยกลายเป็นความเท่แบบสากลในเวลานั้น นักเขียนการ์ตูนญี่ปุ่นก็หยิบเอาโทนจอมยุทธ์ สำนัก ฝึกวิชา ประลองยุทธ หรือดีไซน์เสื้อผ้าแบบจีนมาใช้ เพราะคนดูอินอยู่แล้ว เหมือนเป็นภาษาภาพที่ไม่ต้องอธิบายเยอะก็เข้าใจ 2) จีนโบราณ = ฉากแฟนตาซีที่ช่วยเล่าเรื่องได้ง่าย ฉากจีนโบราณมีองค์ประกอบพร้อมใช้มาก: วัด เส้าหลิน สำนักดาบ ตลาด โรงน้ำชา ภูเขา ทะเลทราย เครื่องแต่งกาย และกติกาโลกแบบ “ยุทธภพ” สิ่งพวกนี้ทำให้การสร้างโลกในการ์ตูนสนุกและมีสีสัน โดยเฉพาะแนวแอ็กชัน/ผจญภัย พอใส่เข้าไปในเรื่องญี่ปุ่นก็ทำให้บรรยากาศแปลกใหม่ขึ้นทันที 3) ความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมีช่วงที่ลื่นไหลกว่า ในช่วงหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมค่อนข้างคึกคัก ภาพจีนในสื่อบันเทิงญี่ปุ่นเลยมักถูกวางให้เป็น “เพื่อนบ้านที่น่าสนใจ” หรือเป็นแรงบันดาลใจด้านภาษา อาหาร แฟชั่น และศิลปะ ส่งผลให้คาแรกเตอร์/ฉากจีนปรากฏบ่อยและค่อนข้างเป็นบวก 4) แล้วทำไมหลังปี 2000 กลิ่นอายจีนถึงลดลง? จากที่สังเกตเอง มี 3 อย่างเด่นๆ คือ (1) ญี่ปุ่นผลักดันวัฒนธรรมตัวเองหนักขึ้นในตลาดโลก ช่วง J-POP/J-culture กลายเป็นยุคทอง ทำให้สื่อหันมาเน้น “ความเป็นญี่ปุ่น” ชัดขึ้น (2) กระแสบันเทิงจีน-ฮ่องกงที่เคยนำเทรนด์ในเอเชียเริ่มแผ่วลงในบางช่วง ความนิยมทางภาพจำก็เปลี่ยน (3) ความตึงเครียดทางการเมืองและประเด็นอ่อนไหวระหว่างจีน-ญี่ปุ่นทำให้บางคอนเทนต์เลือกเลี่ยงภาพจีนตรงๆ เพื่อไม่ให้เกิดดราม่าหรืออ่านความหมายผิด ถ้าคุณชอบฟีล “การ์ตูนจีนโบราณ” ในอนิเมะญี่ปุ่นยุค 90 ลองกลับไปดูรายละเอียดเล็กๆ เช่น ป้ายร้าน ชื่อท่า ชุดประจำตัว หรือฉากเมือง/โรงเตี๊ยม จะสนุกมาก เพราะมันคือร่องรอยของช่วงเวลาที่วัฒนธรรมจีน-ญี่ปุ่นเคยผสมกันแบบเป็นธรรมชาติในงานบันเทิง





























































































