7 บทเรียนที่อยากย้อนกลับไปบอกตัวเองในอดีต💌
บางบทเรียนในชีวิต ไม่มีใครสอนเราได้ นอกจากเวลาและประสบการณ์ค่ะ
บางทีเราต้องผ่านอะไรหลายอย่างมาก่อน ถึงจะมาตระหนักได้ว่า "อ๋อ ถ้ารู้แบบนี้ตั้งแต่แรก ชีวิตคงเบากว่านี้เยอะเลย”
วันนี้เลยอยากเอาบทเรียนเหล่านั้นมาแชร์ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันค่ะ ไม่ได้บอกว่าทุกข้อจะ work กับทุกคน แต่ก็หวังว่าจะช่วยใครสักคนได้ไม่มากก็น้อยค่ะ
- ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับความฝันในอดีต
เพราะความเป็นจริงมุมมองการใช้ชีวิตของเราได้เปลี่ยนไป ทั้งจากการใช้ชีวิตและจากประสบการณ์ที่ได้เจอ สิ่งที่เราเคยชอบมาปัจจุบันอาจจะไม่ใช่แล้วก็ได้ อย่าให้ความฝันในอดีตกลายเป็นกรงขังให้ชีวิตปัจจุบันของเรา
- เปรียบเทียบแค่กับตัวเองเมื่อวานพอ
เพราะแค่เกิดมาเราก็แตกต่างกันแล้ว ยังไม่นับรวมต้นทุนและเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนอีก ต่อให้เป็นฝาแฝดหรือเกิดมาในครอบครัวเดียวกัน ยังไงมุมมองและนิสัยก็ต่างกันแล้ว ดังนั้นเปรียบเทียบแค่ตัวเราปัจจุบันกับคนเมื่อวานพอ
- ประตูที่ปิดลง = ประตูที่เปิดให้สิ่งใหม่ๆ
ทุกความผิดหวัง ทุกความผิดพลาด อาจทำให้เราเสียใจ แต่ถ้าเราสังเกตดี ๆ เราจะพบว่าสิ่งเหล่านั้นจะนำพาเราไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยสังเกตเห ็นมาก่อนก็ได้ บางอย่างต้องเกิดขึ้นเพื่อให้เราพบเจออีกเส้นทางหนึ่งจริง ๆ
- ลองทำไปก่อน แล้วความมั่นใจจะมาเอง
สำหรับคนขี้กลัวและขี้กังวล กว่าเราจะพร้อมมันก็สายไปแล้ว การลงมือทำบางสิ่งครั้งแรกมันอาจจะไม่โอเคเท่าไหร่ แต่ถ้าลองทำไปเรื่อย ๆ ผลงานเราก็จะดีขึ้น และความมั่นใจก็จะมาเอง
- อย่าพึ่งกดดัน แค่เอนจอยกับมันไปก่อน
ข้อนี้ต่อจากข้อก่อนหน้า ตอนที่เริ่มทำอะไรใหม่ ๆ กว่าจะขุดตัวเองออกมาก็ใช้ความพยายามมากพอแล้ว ฉะนั้นมันเป็นเรื่องปกติที่เราจะคาดหวังกับผลลัพธ์ตั้งแต่ครั้งแรก แต่อยากจะบอกว่ายิ่งถ้าเราคาดหวังมากเท่าไหร่ พอผลลัพธ์ไม่ออกมาเป็นดั่งที่ใจหวังมันก็ยิ่งท้อมากขึ้นเท่านั้น พอใจเราห่อเหี่ยววินัยและการลงมือทำก็จะหยุดชะงัก เราจึงอยากบอกว่าลองสนุกกับ process ไปก่อน พอมองย้อนกลับมาพัฒนาการของเราอาจจะมาไกลกว่าที่เราเคยคิดไว้ก็ได้
- ไม่จำเป็นต้องมีความฝัน แต่อยากให้มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ
พอโตขึ้นการใช้ชีวิตโดยไร้เป้าหมายและความฝันเป็นเรื่องเกิดขึ้นได้ แต่ในเวลาที่เราเสียใจและเคว้งคว้างกับชีวิต เราอาจจะสงสัยว่าความหมายของชีวิตคืออะไรกันแน่ จุดนี้เราจึงต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จะเป็นอะไรก็ได้ขอแค่เรามีความสุข อาจเป็นแค่อนิเมะเรื่องโปรดหรือศิลปินที่ชอบก็พอแล้ว
- เราเลือกอนาคต =/= อนาคตเลือกเรา
อันนี้อยากบอกเล่าจากคนที่เคยชอบใช้ดวงกำหนดชีวิต เคยใช้เป็นหลักยึดเหนี่ยวมาก ๆ จนมาตระหนักได้ว่าบางทีช่วงที่ดวงดี ถ้าเราไม่ลงมือทำ มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น และช่วงไหนที่ดวงตก มันอาจไม่ได้แย่ขนาดนั้น ถ้าเราเตรียมทุกอย่างรับแรงกระแทกไว้แล้ว สุดท้ายไม่ว่า ดวงจะดีหรือแย่ คนที่กำหนดชีวิตมีแค่ตัวเราเท่านั้น
แล้วบทเรียนของเพื่อน ๆ มีอะไรกันบ้าง มาแชร์กันได้นะคะ✨
#ติดเทรนด์ #lemon8ไดอารี่ #แชร์เรื่องราวดีๆ #โตขึ้นจึงรู้ว่า #รักตัวเองมากขึ้น
ผมเองเคยผ่านช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความกังวลใจ เหมือนกับที่บทความนี้สื่อถึง บทเรียนที่ว่าการไม่ยึดติดกับความฝันในอดีตช่วยให้เราปรับตัวได้ดีขึ้นเป็นเรื่องที่จริงมาก เพราะเราเปลี่ยนแปลงไปตามประสบการณ์ชีวิต และการปล่อยให้ความฝันเก่ากลายเป็นกรงขัง จะทำให้เราใช้ชีวิตได้ลำบากขึ้นจริงๆ นอกจากนี้ การเปรียบเทียบตัวเองกับเมื่อวานมากกว่าจะเป็นการแข่งกับผู้อื่น นับว่าได้ผลสำหรับผม เพราะทำให้ผมรู้สึกว่าแต่ละคนมีเส้นทางของตัวเองและไม่ต้องกดดันกับการเปรียบเทียบที่ไม่มีที่สิ้นสุด ความผิดหวังและความผิดพลาดที่ผ่านมาสอนให้ผมเห็นว่าประตูที่ปิดลงอาจเปิดโอกาสใหม่อย่างคาดไม่ถึงจริงๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าทุกเรื่องมีเหตุผลของมัน การลงมือทำตอนยังไม่พร้อมก็เป็นบทเรียนที่ถือว่าท้าทายมากทีเดียวสำหรับคนที่กลัวความล้มเหลว อย่างผมเคยกลัวจนไม่กล้าลงมือทำ แต่เมื่อเริ่มทำแล้ว ความมั่นใจก็ตามมาทีหลังจริงๆ และการไม่กดดันตัวเองให้มากเกินไป ช่วยให้ผมสนุกกับกระบวนการเรียนรู้มากขึ้นโดยไม่ท้อใจเวลาผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาดหวัง สุดท้าย การมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่ทำให้มีความสุข แม้เป็นแค่ความชอบเล็กๆ อย่างอนิเมะหรือศิลปินที่ชื่นชอบ ก็ช่วยเติมเต็มใจในวันที่รู้สึกเคว้งคว้างได้มากเลยครับ ส่วนเรื่องดวงไม่ใช่ตัวกำหนดชีวิตเราอย่างเดียว ตัวเราเองต่างหากที่เลือกอนาคตและกำหนดเส้นทางของชีวิตตนเองผ่านการกระทำของเรา ทั้งหมดนี้ทำให้ผมเชื่อว่าบทเรียนเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น ลองเปิดใจรับและนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงดูนะครับ อาจจะช่วยให้คุณก้าวผ่านช่วงเวลายากๆ ได้อย่างมั่นใจขึ้นเช่นกัน








เห็นด้วยมากๆเลยค่ะอันนี้ ใครฟังคลิปใน YouTube คลิปนึงที่บอกว่า เราเปลี่ยนเป็นคนใหม่ในทุกๆวัน เพราะว่าประสบการณ์ที่เราเจอและความรู้สึกที่เรารู้สึกในแต่ละวันมันทำให้เราโตขึ้นไม่มากก็น้อยในทุกๆวัน และเมื่อเรามีความรู้สึกยังไงโลกใบนี้ของเราก็จะเป็นเหมือนกับกระจกสะท้อนความรู้สึกนั้นให้กับเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราเลือกก็คือสิ่งที่โลกจะมอบกลับมาให้เรานั่นเองค่ะ 😊