เร่งเคลียร์ปมเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

# **สุญญากาศการเมืองพ่นพิษ: ภาคธุรกิจจี้ “องค์กรอิสระ” เร่งเคลียร์ปมเลือกตั้ง ๘ ก.พ. ๖๙ ก่อนเศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหว**

ในขณะที่เข็มนาฬิกาของเศรษฐกิจโลกเดินไปอย่างรวดเร็ว แต่ "นาฬิกาเศรษฐกิจไทย" กลับดูเหมือนจะหยุดนิ่งนับตั้งแต่วันเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา สภาพการณ์ทางการเมืองที่ยังคง **“คาราคาซัง”** และเต็มไปด้วยข้อกังขาเรื่องการทุจริต กำลังกลายเป็นกำแพงสูงชันที่กักขังการเติบโตของประเทศ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างรุนแรง

### **๑. เสียงเพรียกจากภาคธุรกิจ: "เราทนรอไม่ได้อีกต่อไป"**

ปัจจุบัน ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะ **ชะงักงัน (Stagnation)** อย่างเห็นได้ชัด โครงการลงทุนใหม่ๆ ถูกพับเก็บ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐติดขัด และงบประมาณแผ่นดินปี ๒๕๗๐ มีความเสี่ยงที่จะล่าช้า หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังไร้ความชัดเจน

* **ความเสียหายสะสม:** ทุกวันที่ผ่านไปโดยไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม คือมูลค่าโอกาสทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปมหาศาล ทั้งในด้านการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุน และการดึงดูด FDI (การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ) ที่อาจไหลไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีเสถียรภาพมากกว่า

* **วิกฤตความเชื่อมั่น:** นักลงทุนไม่กล้าตัดสินใจในสภาวะที่ทิศทางนโยบายยังพร่ามัว ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์และความมั่นใจของผู้บริโภคดิ่งต่ำลง

### **๒. บททดสอบ "องค์กรอิสระ": ความรวดเร็วคือทางรอดของชาติ**

ขอเรียกร้องไปยัง **คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)** และหน่วยงานอิสระที่เกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญทุกภาคส่วน ท่านคือ "กุญแจสำคัญ" ที่จะปลดล็อกวิกฤตนี้

* **เร่งตรวจสอบโดยด่วน:** กระบวนการตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการโกงเลือกตั้ง ต้องทำอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเด็ดขาด การดึงเวลาออกไปเพียงเพื่อให้ครบกรอบระยะเวลาตามกฎหมาย อาจ "ถูกระเบียบ" แต่อาจ "ทำลายเศรษฐกิจ" จนกู้ไม่กลับ

* **ความโปร่งใสคือคำตอบ:** ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องบัตรเลือกตั้งและระบบรายงานผล การชี้แจงที่ชัดเจนและมีหลักฐานเชิงประจักษ์จะช่วยลดความร้อนแรงทางการเมืองและทำให้ภาคธุรกิจมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

### **๓. ตัวเลขที่ไม่เคยโกหก: ต้นทุนของความล่าช้า**

หากการประกาศผลล่าช้าหรือเข้าสู่ภาวะ **"เลือกตั้งโมฆะ"** จนต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด นักวิเคราะห์ประเมินว่า GDP ของไทยในปี ๒๕๖๙ อาจเติบโตไม่ถึง ๒% ซึ่งถือเป็นระดับที่อันตรายสำหรับประเทศที่กำลังเผชิญกับหนี้ครัวเรือนสูงถึง ๘๖% ของ GDP

### **บทสรุปและข้อเสนอแนะ**

ภาคธุรกิจต้องการ*"รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและความชอบธรรม"** โดยเร็วที่สุด เพื่อเข้ามาขับเคลื่อนมาตรการแก้หนี้ กระตุ้นกำลังซื้อ และเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่ค้างคา

> **"ถึงเวลาที่หน่วยงานอิสระต้องพิสูจน์บทบาทหน้าที่ ไม่ใช่เพียงแค่ตามกฎหมาย แต่เพื่อความอยู่รอดของปากท้องประชาชน ๖๖ ล้านคน ยิ่งนานวัน เศรษฐกิจยิ่งพัง และมูลค่าความเสียหายนี้... ประชาชนไทยทุกคนคือผู้ที่ต้องแบกรับร่วมกัน

21 กุมภาพันธ์ 2569

2/21 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมจากประสบการณ์ตรงของผู้ที่ติดตามสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด พบว่า ความไม่ชัดเจนในการเคลียร์ปมการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อหลายภาคส่วนของสังคมไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจ ที่การชะลอการลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะงักงันและส่งผลให้การเติบโตของประเทศต้องตกอยู่ในความเสี่ยงสูง นับเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าความล่าช้าขององค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้งในกระบวนการตรวจสอบการทุจริต ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างมาก ในฐานะผู้ที่ทำงานในองค์กรเอกชนด้านเศรษฐกิจ ได้รับฟังความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมวงการและนักวิเคราะห์ทั้งหลาย โดยทั่วไปมีเสียงสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว เพราะหากปล่อยเรื่องนี้ล่าช้าไปอีก ไม่เพียงแต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะทวีคูณ แต่ความมั่นใจของผู้คนก็จะลดลงจนกระทบถึงกำลังซื้อภายในประเทศ และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยากต่อการฟื้นตัว สิ่งที่เป็นข้อเสนอแนะ ได้แก่ การเพิ่มการสื่อสารที่ชัดเจนและมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากองค์กรอิสระ เพื่อคลายความวิตกกังวลและลดความรุนแรงของความขัดแย้งทางการเมือง นอกจากนี้ ควรเร่งจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและความชอบธรรมในเร็ววัน เพื่อขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจต่างๆ ที่ค้างคา อาทิ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การกระตุ้นกำลังซื้อ และการส่งเสริมการลงทุนในระดับประเทศ ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตระหนักถึงต้นทุนที่แท้จริงของความล่าช้าเหล่านี้ ไม่ใช่เฉพาะในมุมมองทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 66 ล้านคน ที่ต่างต้องแบกรับผลกระทบร่วมกัน การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและรอบด้านจึงเป็นหนทางสำคัญที่จะนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤตนี้ไปได้อย่างยั่งยืน