จาก ”คนรับใช้“ สู่ ”เถ้าแก่“
สวัสดีครับ ผมชื่อ วิน เดินทางจากแขวงจำปาสัก ประเทศลาว ผมข้ามแม่น้ำโขงมายังประเทศไทยตั้งแต่อายุ 17 ปี ครับและพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบเดียวและความหวังของผมที่มาประเทศไทยเพื่อที่จะส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่และน้องๆ อีก 3 คน
ชีวิตเริ่มต้นในกรุงเทพฯ ของผมไม่ได้สวย งามอย่างที่คิด ผมได้ทำงานเป็น พนักงานล้างจานและทำความสะอาด ในร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งปีแรกผมเองแอบร้องให้ทุกคืน เพราะคิดถึงบ้านและไม่ชินกับภาษา ผมต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะในช่วงแรก เอกสารยังไม่เรียบร้อย ทำให้รู้สึกเหมือนเป็น "คนไร้ตัวตน" ในเมืองใหญ่ ผมต้องเจอการถูกเอารัดเอาเปรียบ ด้วยความที่เป็นเด็กและเป็นคนต่างถิ่น ผมเคยถูกนายจ้างคนแรกโกงค่าแรง เขาบอกกับผมว่าเป็น ค่าที่พักและค่าอาหาร จนแทบไม่เหลือเงินส่งกลับบ้าน ชีวิตผมตอนนั้นกินข้าวคลุกน้ำพริกและเศษผักที่เหลือจากครัว
แต่ก็เกิดเรื่องที่ผมเสียใจมาก ผมได้รับข่าวว่าพ่อประสบอุบัติเหตุที่ลาว แต่ผมไม่สามารถกลับไปหาได้เพราะไม่มีเงินค่ารถและกลัวจะกลับเข้ามาทำงานไม่ได้อีก ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนคนไร้กำลัง ในตอนนั้นคือความเศร้าที่สุดในใจของผม"มันเจ็บที่สุดตรงที่เรารู้ว่าคนที่เรารักลำบาก แต่เราทำได้แค่ส่งเสียงผ่านโทรศัพท์ ทั้งที่ตัวเราห่างกันแค่แม่น้ำกั้น"
ชีวิตเรามีแค่ต้องสู้ผมตัดสินใจว่าจะไม่ยอมให้ชีวิตหยุดอยู่แค่นี้ ผมเริ่มดูพ่อครัว ในร้านอาหารที่ทำงานอยู่ ทุกครั้งที่ล้างจานเสร็จผมจะเข้าไปช่วยหยิบจับ เตรียมวัตถุดิบ และจดจำสูตรอาหาร แต่เจ้าของร้านคนใหม่เห็นความขยันของผมเขาใจดีกับผมมากเริ่มสอนให้ผมลงมือผัดอาหาร ผมใช้เวลาว่างฝึกหัดจนรสชาติพอใช้ได้ และเริ่มพูดภาษาไทยได้ชัดเจนจนสื่อสารกับลูกค้า ชีวิตเริ่มดีขึ้นจนเมื่อผมเริ่มทำเอกสารแรงงาน (MOU) ได้ถูกต้อง ผมก็มีโอกาสย้ายไปทำงานในร้านที่ใหญ่ขึ้นและได้รับ ค่าแรงที่ยุติธรรม
ตอนนี้ผมก็อยู่ในวัย 32 ปี ไม่ใช่เด็กล้างจานคนเดิมอีกต่อไป ชีวิตตอนนี้ในประเทศไทย ผมเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง เลยตัดสินใจลาออกมาเปิดร้านรถเข็น ไก่ย่างส้มตำ ของตัวเองในย่าน ชุมชน ด้วยฝีมือการปรุงรสแบบลาวแท้ๆ ผสมผสานกับความสะอาดและบริการที่สุภาพ ทำให้ร้านของผมขายดีมากมันเกิดจากความพยายามของเรา ผมสามารถส่งเงินไปสร้างบ้านหลังใหม่ให้พ่อแม่ที่ลาวได้สำเร็จ และส่งน้องๆ จนเรียนจบปริญญา ผมยังมีรถกระบะไว้ใช้ขนของและพาสมาชิกในครอบครัวมาเที่ยวเมืองไทยได้บ่อยๆเป็นไปได้ผมก็อยากพาพวกเขามาอยู่ที่นี่
ผมรักประเทศไทยเหมือนบ้านหลังที่สอง เพราะที่นี่ให้โอกาสผมได้สู้และให้ความเมตตาจาก ลูกค้าชาวไทยที่เอ็นดูผมเหมือนลูกหลาน










ดูความคิดเห็นเพิ่มเติม