Automatically translated.View original post

Know the TDEE value before you start reducing it.

1/3 Edited to

... Read moreหลายคนเริ่มลดน้ำหนักด้วยคำถามเดียวกันเลย: “กินเท่าไรถึงผอม?” คำตอบที่ใช้งานได้จริงคือเริ่มจาก “ค่า TDEE” ค่ะ เพราะ TDEE คือพลังงานที่ร่างกายใช้ต่อวัน (รวมกิจกรรมทั้งหมด) พอรู้เลขนี้ เราจะจัดแคลอรี่ให้ขาดดุลได้แบบมีเหตุผล ไม่เดา ไม่งดจนพัง 1) BMR คืออะไร (แคลอรี่ขณะพัก คืออะไร) BMR = พลังงานขั้นต่ำที่ร่างกายต้องใช้ตอนพักเฉยๆ เพื่อหายใจ ไหลเวียนเลือด คุมอุณหภูมิ ฯลฯ ดังนั้นเวลาถามว่า “bmr เท่าไหร่ถึงจะดี” จริงๆ ไม่มีเลขดี/ไม่ดีค่ะ มันขึ้นกับเพศ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก และมวลกล้ามเนื้อของแต่ละคน เลข BMR สูงขึ้นได้ถ้ามีกล้ามเนื้อมากขึ้น 2) สูตรหา TDEE (tdee สูตร) วิธีที่ใช้บ่อยและเข้าใจง่ายคือ TDEE = BMR x Activity Factor โดย Activity Factor คือ “ระดับกิจกรรม/การออกกำลังกาย” เช่น - นั่งทำงานออฟฟิศทั้งวัน แทบไม่ได้ออกกำลังกาย (Sedentary) - เดินบ้าง/ออกกำลังกายเบาๆ 1–3 วัน/สัปดาห์ (Lightly Active) - ออกกำลังกายความเข้มข้นปานกลาง 3–5 วัน/สัปดาห์ (Moderately Active) - ออกกำลังกายหนัก 6–7 วัน/สัปดาห์ (Very Active) - นักกีฬาซ้อมหนักทุกวัน หรือทำงานใช้แรงงานหนักมาก (Extra Active) ทริคจากประสบการณ์ส่วนตัว: เลือกระดับกิจกรรมให้ “ใกล้ความจริงที่สุด” อย่าเผื่อเกิน เพราะ TDEE จะสูงเกินจริงและทำให้ลดช้า 3) ใช้ค่า TDEE ลดน้ำหนัก (tdee ลดน้ำหนัก) - ถ้าต้องการ “รักษาน้ำหนัก” ให้กินใกล้เคียง TDEE - ถ้าต้องการ “ลดน้ำหนัก” ให้ทำแคลอรี่ขาดดุลจาก TDEE เช่น ลดลงประมาณ 10–20% หรือเริ่มหักวันละราว 300–500 kcal (หลายคนทำแล้วอยู่ได้ยาวกว่า) 4) ค่า tdee calculator / หา ค่า tdee calculator ถ้าไม่อยากคำนวณเอง ใช้ TDEE calculator ได้เลย (กรอกเพศ อายุ ส่วนสูง น้ำหนัก ระดับกิจกรรม) แล้วเอาค่าที่ได้มาปรับเป้าหมาย “ลด/เพิ่ม/รักษา” น้ำหนักอีกที ข้อสำคัญคือมันเป็นค่าประมาณ ให้ดูผลจริงจากน้ำหนัก/สัดส่วน 2–4 สัปดาห์แล้วค่อยปรับ 5) เช็กว่ากินถูกไหม (กันหลุด) ถ้าน้ำหนักไม่ลงทั้งที่คุมแคลแล้ว มักเจอ 3 อย่างนี้: เลือก Activity สูงเกิน, ชั่งตวงอาหารไม่แม่น (โดยเฉพาะน้ำมัน/เครื่องดื่ม), หรือวันหลุดชดเชยทั้งสัปดาห์ ลองจดอาหาร 3–7 วันแล้วเทียบกับเป้า TDEE จะเห็นภาพชัดมากค่ะ