ทุกข์แบบสะสม
ทุกข์แบบซ้ำซาก
ทุกข์แบบหาทางออกไม่เจอ
คล้ายก้อนหินใหญ่ที่พอกพูน
จนปิดปากถ้ำ ไม่เห็นแสง
นั่นคือทุกข์แบบมืด
ทุกข์มืด
อยู่กับจิตที่มืดมิด
เกิดจากการยอมปล่อยตัวปล่อยใจ
ทดท้อ ทอดธุระกับปัญหาภายนอก
รวมทั้งไม่หาทางแก้ปัญหาภายใน
ยิ่งวันยิ่งก่อกองทุกข์เกรอะกรังเกินแก้
ถึงวันหนึ่งจึงมืดแปดทิศ คิดอะไรไม่ออก
ส่วนทุกข์แบบสละออก
ทุกข์แบบไ ม่ยอมย่ำอยู่กับที่
ทุกข์แบบมีแก่ใจหาทางออกเป็นครั้งๆ
แบบเดียวกับคนคิดทิ้งขยะออกจากบ้านเป็นวันๆ
แม้เกิดขยะมากแค่ไหน
ในที่สุดบ้านก็กลับมาโล่งได้เสมอ
นั่นแหละทุกข์แบบสว่าง
ทุกข์สว่าง
อยู่กับจิตที่สว่าง
เกิดจากการมีสติคิดแก้ไข
ทั้งปัญหาภายนอกและภายใน
ไม่หวังใจเพียงแค่
ปัญหาภายนอกจบแล้วก็พอแล้ว
แต่รู้ต่อ เห็นต่อด้วยว่า
ปัญหาภายในจบตามด้วยหรือเปล่า
ไม่ว่าปัญหาภายนอกยังอยู่หรือจบแล้ว
แค่สำรวจเข้ามาว่า
ยังเหนื่อยอยู่ไหม?
ยังท้ออยู่ไหม?
ยังกลัวเจอหมัดต่อไปอยู่ไหม?
ความค้างคาเป็นสิ่งที่รู้อยู่แก่ใจ
ใจย่อมตอบตัวเองถูกทุกครั้ง
ขอแค่มีแก่ใจถามตัวเองทุกครั้ง
หากสำรวจเจอ
อย่านิ่งนอนใจ
บอกตัวเองว่ายิ่งสะสม
ยิ่งเหมือนก้อนหินปิดถ้ำ
ยิ่งมากก้อน
ยิ่งไปถึงจุดที่ทำให้ตาบอด
ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวันได้
ให้หายใจยาวขึ้น
แล้วบอกว่านี่คือการปักหมุด
เป็นจุดเริ่มสังเกตว่า
กำลังทุกข์หนักประมาณนี้
จากนั้น ครั้งต่อไปหายใจตามปกติ
แล้วสังเกตใหม่
ทุกข์หนักเท่าเดิม
ก็ยอมรับว่าหนักเท่าเดิม
ทุกข์หนักกว่าเดิม
ก็ยอมรับว่าหนักกว่าเดิม
ทุกข์เบากว่าเดิม
ก็ยอมรับว่าเบากว่าเดิม
รู้แค่นี้ได้เรื่อยๆจนติดใจ
กลายเป็น ‘นิสัยของนักเจริญสติ’
คุณจะรู้เองว่าทุกข์แบบสว่างเป็นอย่างไร
อุ่นใจ ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะไปถึงจุดที่
ทุกข์แบบมืดสนิทกับใครเขา!
Cr. เพจ #Dungtrin























🙏🏼