#storytelling กับ #storyselling ต่างกันยังไง
เล่าเรื่องเพื่อขายยังให้ถูกต้อง ขายได้
อีกหนึ่งตัวอย่างจากคลาสฝึกทีมขายให้เข้าใจ
มาเรียนรู้กันค่ะ
จากประสบการณ์การทำงานขายและการใช้เทคนิคเล่าเรื่อง (Storytelling) กับการขายเชิงเล่าเรื่อง (Storyselling) พบว่าการเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองวิธีนี้ช่วยให้การนำเสนอสินค้าและบริการมีประสิทธิภาพมากขึ้น Storytelling คือการเล่าเรื่องราวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจพัฒนาการหรือเรื่องราวเบื้องหลัง เช่น การเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จุดเปลี่ยน (Turning Point) และวิธีแก้ไขปัญหา ซึ่งในกรณีศึกษาหนึ่งที่เกี่ยวกับการขายอาหาร ถ้าผู้ขายเล่าเรื่องการพัฒนาคุณภาพอาหาร เช่น การเปลี่ยนแปลงจากการใช้เชือกฟางมาเป็นเชือกไนลอน ซึ่งทำให้ยอดขายดีขึ้น นอกจากจะทำให้ลูกค้าเข้าใจที่มาที่ไปแล้ว ยังสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าด้วย ในขณะที่ Storyselling คือการใช้เรื่องราวเพื่อเน้นจุดขายและผลลัพธ์สุดท้าย โดยเล่าให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ช่วยแก้ปัญหาอย่างไรและทำให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้น เช่น การเพิ่มเมนูใหม่ๆ ที่รองรับความต้องการเฉพาะของลูกค้า เช่น เมนูกุ้ง หรือห่อหมก ที่ช่วยขยายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่ม ประโยชน์ของการใช้ Storyselling คือสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น จากประสบการณ์ของผู้ที่สอนทีมขาย การใช้เรื่องราวที่มี Turning Point ชัดเจน จะช่วยกระตุ้นความสนใจและทำให้ลูกค้ารู้สึกอยากซื้อทันที เพราะได้เห็นถึงการพัฒนาและความสำเร็จของสินค้าอย่างน่าประทับใจ อย่างไรก็ตาม การจะเล่าเรื่องให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องราวที่น่าสนใจเท่านั้น แต่ต้องผูกเรื่องให้น่าติดตาม มีจังหวะจุดเปลี่ยนที่ชัดเจน และสอดแทรกคุณค่าของสินค้าได้อย่างลงตัว เพื่อให้เรื่องราวทั้งสองแบบทำงานเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างยั่งยืน ถ้าใครต้องการพัฒนาทักษะการขาย เทคนิค Storytelling และ Storyselling ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะช่วยให้การสื่อสารกับลูกค้าเป็นเรื่องง่ายขึ้นและช่วยปิดการขายได้ดียิ่งขึ้น


