ไกลโคเจน = ถังน้ำมันของนักวิ่ง

🍞 “ไกลโคเจน” พลังงานที่อยู่ในตัวทุกคน

(แต่ชอบหมดตอนเราไม่รู้ตัว)

บางทีเราวิ่งไปได้สวยมากเลยนะ วิ่งเบา ๆ เหมือนขาลอย พอเลยกิโลที่สิบกว่า ๆ เท่านั้นแหละ…ขาหนัก น้ำตาลในเลือดเหมือนหายไปเฉย ๆ ใจอยากวิ่งต่อ แต่ร่างกายไม่ตอบสนอง 😮‍💨 อันนี้แหละที่เขาเรียกกันว่า

“ถังไกลโคเจนหมด”

ไกลโคเจนจริง ๆ แล้วมันคือ “คาร์บที่ร่างกายเก็บไว้”

เก็บอยู่ในกล้ามเนื้อกับตับ 🧠💪

พอเราเริ่มออกแรง ร่างกายจะรีบเอาไกลโคเจนมาใช้ก่อน เพราะมันเผาไว ได้พลังเร็ว คือเหมือนน้ำมันพรีเมียมของนักวิ่งเลย

แต่ปัญหาคือ… มันไม่ได้มีเยอะ 😅

ร่างกายเก็บได้พอแค่ราว ๆ 1,500–2,000 แคลอรี

วิ่งมาราธอนได้ราว 30 กิโล ถ้าไม่เติมระหว่างทางก็เตรียม “ชนกำแพง” ได้เลย

ช่วงที่ไกลโคเจนเริ่มหมด ร่างกายจะพยายามหันไปใช้ “ไขมัน” เป็นพลังงานแทน แต่ไขมันถึงแม้จะมีเยอะ ก็เผาได้ช้ากว่าเยอะมาก 🔥

เลยกลายเป็นว่า ขาช้า หัวมึน และความเร็วตกโดยไม่รู้ตัว

ตรงนี้แหละที่เรารู้สึกว่า “ขาไม่ไปแล้ว” ทั้งที่ใจก็ยังอยากวิ่งต่อเพราะพลังจากไกลโคเจนมันแทบไม่เหลือแล้วนั่นเอง

สิ่งที่ช่วยได้คือ “เตรียมให้พร้อมตั้งแต่ก่อนลงสนาม”

ก่อนวันวิ่งจริงซักสองสามวัน กินคาร์บดี ๆ เยอะขึ้นหน่อย

เช่น ข้าว พาสต้า มันฝรั่ง 🍝🍚 เพื่ออัดไกลโคเจนให้เต็มถัง

พอวันแข่ง ถ้าวิ่งเกินชั่วโมงครึ่ง

ก็พกเจล หรือเครื่องดื่มที่มีคาร์บไว้เติมระหว่างทางหน่อย

เหมือนเติมน้ำมันตอนกำลังจะหมดถังนั่นแหละ

ร่างกายจะได้ไม่ต้องฝืนเผาไขมันช้า ๆ อย่างเดียว

แล้วหลังวิ่งเสร็จ อย่าลืมรีบเติมคาร์บกับโปรตีนกลับเข้าไป

ช่วง 30 นาทีแรกคือเวลาทองของการฟื้นตัว ⏱️

ร่างกายจะดูดซึมและเก็บไกลโคเจนกลับเข้าไปได้ไวที่สุด

“ถ้าไกลโคเจนคือถังน้ำมันของนักวิ่ง ก็อย่ารอให้ไฟเตือนขึ้นค่อยเติม”

เติมให้เต็มก่อนออกตัว ระหว่างทางก็เติมต่อให้พอ

CR: #วิ่งแล้ววิ่งเล่า #RunRepeat

2025/10/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเมื่อพูดถึงการวิ่งระยะไกล ไกลโคเจนเปรียบเสมือนแหล่งพลังงานหลักที่ร่างกายเก็บไว้เพื่อใช้ในช่วงที่ออกแรงอย่างหนัก ไกลโคเจนเป็นรูปแบบหนึ่งของคาร์โบไฮเดรตที่ถูกเก็บไว้ในกล้ามเนื้อและตับ เมื่อเราเริ่มวิ่ง ร่างกายจะดึงไกลโคเจนมาใช้เป็นแหล่งพลังงานสำคัญก่อนเพราะเผาผลาญได้เร็วและให้พลังงานสูง แต่ปริมาณไกลโคเจนในร่างกายมีจำกัด และเมื่อหมดลง เราจะรู้สึกว่า "ถึงกำแพง" หรือ "ชนกำแพง" เพราะพลังงานที่เหลือจากไขมันจะถูกเผาผลาญช้ากว่า ส่งผลให้ความเร็วตก ขาช้า และความรู้สึกมึนงงเกิดขึ้นได้ คำว่า "ถังไกลโคเจนหมด" จึงหมายถึงสถานการณ์ที่ร่างกายขาดแคลนแหล่งพลังงานนี้ ส่งผลให้นักวิ่งไม่สามารถรักษาการวิ่งต่อได้ตามแผนที่ตั้งใจไว้ วิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้คือการเติม "ถังน้ำมัน" หรือเพิ่มไกลโคเจนสำรองในร่างกายให้เต็ม โดยเริ่มจากการวางแผนการกินก่อนลงสนามประมาณ 2-3 วัน ด้วยอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าว พาสต้า มันฝรั่ง เพื่อสะสมไกลโคเจนไว้ในกล้ามเนื้อและตับให้มากที่สุด นอกจากนี้ในวันแข่งขัน หากต้องวิ่งเกินชั่วโมงครึ่ง ควรพกเจลหรือเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรตไว้เติมระหว่างทาง เพื่อเติมไกลโคเจนอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนเติมน้ำมันเข้าเครื่องยนต์ขณะกำลังขับเคลื่อน ทำให้ร่างกายไม่ต้องพึ่งพาการเผาผลาญไขมันซึ่งทำงานช้าและไม่ทันใจนักวิ่ง หลังจากวิ่งเสร็จ สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการรีบเติมคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนภายใน 30 นาทีแรก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายดูดซึมและฟื้นฟูไกลโคเจนได้ดี ร่วมกับการเสริมโปรตีนช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ทำให้พร้อมสำหรับการวิ่งครั้งต่อไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ สุดท้าย อย่ารอให้ร่างกายมีสัญญาณ "ไฟเตือน" ก่อนจะเติมพลังงาน เพราะการเตรียมตัวที่ดีและการเติมไกลโคเจนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณสนุกกับการวิ่งได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพมากขึ้น