ไม่ต้องสงสัยนะคะว่าทำไม
ทรงผมและสีผมเปลี่ยนบ่อย
พอดีเป็นมะเร็งแล้วทำคีโมมา
ผมก็เลยร่วงหมด แต่ผ่านมา
4 ปี แล้ว แต่เสพติดการใส่วิก
ไปแล้ว ก็เลยยังชอบใส่อยู่ค่ะ
ไม่อายด้วย เพราะคนป่วย
ไม่ใช่คนร้าย ก็คือคนปกติ แฮร่!#ฉันในวันที่มีความสุข #มะเร็งระยะสามผ่านจุดทุกข์มาแล้ว #onelife #ตัวฉันในวันนี้ #ก้าวผ่านความกลัว
การต่อสู้กับมะเร็งไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกายเท่านั้น แต่ยังเป็นสนามทดสอบจิตใจที่ต้องเข้มแข็งอย่างมาก หลังจากผ่านการทำคีโมซึ่งเป็นขั้นตอนที่กินเวลานานและส่งผลต่อรูปลักษณ์ เช่น ผมร่วงหมด นั่นเองทำให้หลายคนสูญเสียความมั่นใจในตัวเองได้ง่ายๆ ในมุมมองของฉัน การใส่วิกผมกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ไม่ใช่แค่ปกปิดความเปลี่ยนแปลงบนหัวเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างเสริมภาพลักษณ์และช่วยฟื้นฟูจิตใจให้สดใส และรู้สึกมีชีวิตชีวาอีกครั้ง วิกผมสามารถเปลี่ยนลุค เพิ่มความมั่นใจ รวมถึงช่วยให้รู้สึกเหมือนเป็นตัวเองในวันที่ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ฉันเองเจอเรื่องนี้มากับตัว มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การมีวิกผมที่ชอบและใส่แล้วรู้สึกดี มันเหมือนเป็นกำลังใจชิ้นหนึ่งที่ช่วยให้ฉันผ่านช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดมาได้ และฉันก็อยากให้ทุกคนที่กำลังเจอปัญหานี้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว หรืออายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะผู้ป่วยมะเร็งไม่ได้เป็นคนผิด ไม่ใช่คนร้าย แต่เป็นคนธรรมดาที่ต้องสู้ชีวิตเช่นกัน นอกจากนั้น ฉันทดลองเลือกทรงและสีวิกที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างความสดใหม่ในแต่ละวัน บางครั้งก็ทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กสาวอีกครั้ง แถมยังได้เรียนรู้ว่าการดูแลตัวเองคือการให้เกียรติชีวิต แม้จะผ่านความเจ็บปวดมาแล้วก็ตาม คำพูดในภาพ "วันนี้วันหยุด" และ "ร่าเริงได้แยววว" เป็นเหมือนการเตือนใจว่าเราควรหาเวลาพักผ่อนและเติมพลังบวกให้ตัวเองเสมอ การเข้าใจและยอมรับตัวเองในทุกสถานการณ์ คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างมีความสุข แม้จะเจออุปสรรคใหญ่แค่ไหนก็ตาม สุดท้ายนี้ ฉันหวังว่าประสบการณ์เล็กๆ นี้จะเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังสู้กับมะเร็งหรือความท้าทายในชีวิต อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลงและหาแสงสว่างในความมืด เพราะเราทุกคนมีคุณค่าและความหวังเสมอ











