Toxic Organization องค์กรเป็นพิษ

" Toxic Organization องค์กรเป็นพิษ

ที่แผลงฤทธิ์ ให้คนทำงานเป็นทุกข์ "

ทุกๆองค์กร ล้วนมีเรื่องราว

ทุกๆเรื่องราว ล้วนมีคน อยู่ในภาพนั้น

และทุกๆ การขับเคลื่อนองค์กร

จะมีจุดปะทุ ให้เกิดหลุมดำภายใน

หากเมื่อใดที่ โครงสร้างองค์กรนั้น

ยึดรูปแบบ อำนาจจากบนสู่ล่าง

จนกลายเป็น อำนาจเหนือ ที่กดลงมา

ให้ทุกๆคนในนั้น จำนนยอมทำ

โดยไม่มีปากมีเสียง หวาดกลัว

องค์กรเป็นพิษนี้ จะทำลายพลังชีวิต

ของคนทำงานไปเรื่อยๆ

จนในที่สุด ต้นพลังสุขที่มี มลายหายไป

ไม่มีใครอยากทำงานในที่ที่เป็นเช่นนี้

เพราะรู้ดีว่า จะสูญเสียคุณค่าตัวตนไป

ในทางจิตวิทยา เราจะพบว่า

เมื่อองค์กรเป็นพิษ คนในนั้น จะแปรพลัง

เพื่อสร้างม่านกลไกป้องกันตนเอง

ใน 4 แบบ

1. Placating : Flight :

หลบเลี่ยง สมยอม จำนน

ภาวะนี้ เห็นได้บ่อยที่สุด มากสุด

คือ เอาตัวรอดแบบไม่มีปากไม่มีเสียง

ก้มหน้าก้มตาทำ ไม่ขอโต้เเย้งใดๆ

แม้ว่า สิ่งที่สั่งมาให้ทำนั้น ไม่ถูกต้อง

ริดรอน และกดดัน กดขี่ให้ต้องทำ

อาการทางกาย จะแสดงความเหนื่อย

ทั้งกายและใจ ที่ทำงานมิได้เป็นที่ที่

อยากมาทำแบบมีความสุขศรัทธา

แต่ต้องมา..เพราะจำใจมาตามหน้าที่

ภาวะนี้ เหมือนลูกโป่ง ที่รอวันระเบิด

เพราะมันสะสมความเครียดเน้นๆ

และถูกกดทับไร้เสียงไร้ตัวตนมากๆ

2. Irrevelevant : Fawn :

ตลบแตลง เอาใจ เฉไฉ ไม่รู้ไม่ชี้

ภาวะนี้ เห็นได้บ่อย รองตามลงมา

คือ เอาตัวรอดแบบไม่รู้ไม่ชี้ โยนลูก

ไม่เกี่ยวกับตน ไม่ให้ตนเป็นเป้านิ่ง

ลื่นไหลตีเนียน จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน

อาการทางกาย จะแสดงความลุกลี้

ลุกลน เลาะแหละ ตากลอกไปมา

ไม่กล้าจ้องหน้าตรงๆ เพราะกลัวจับผิด

ทุกอย่างที่ทำไป ไม่ว่ายังไงตนเอง

ต้องรอดเอาไว้ก่อน คนอื่นช่างมัน

ภาวะนี้ เหมือนลูกเหล็กกลมที่เคลือบ

ด้วยน้ำมัน ไหลลื่นตลบแตลงไปมา

คนที่อยู่ในแบบนี้ นานวันเข้าก็จะ

สูญเสียคุณค่า Self Esteem ในตนเอง

3. Super reasonably : Freeze

มีชุดเหตุผล ป้องให้ตน อยู่นิ่งๆ

ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเปลืองตัวอะไร

ภาวะนี้ ก็เห็นได้มากเช่นกัน ซึ่งดูเหมือน

เป็นคนมีหลักการเหตุผล พูดน่าคิด

แต่ทั้งหมดที่พูด เพื่อเข้าข้างตนเอง

ให้ไม่ต้องทำอะไร อยู่นิ่งๆเนียนๆ

ให้เวลาปล่อยผ่านไปในแต่ละวัน

คนใช้เหตุผลแบบนี้ คือ หลุมดำใหญ่

ในองค์กรที่ควรระมัดระวังยิ่ง

เพราะชุดวิธีคิด เป็นแบบ Fix Mindset

แบบโบราณ ที่ขุดขึ้นมาปกป้องตน

จนไม่คิดอะไรใหม่ ไม่คิดนอกกรอบ

ไม่คิดว่า สิ่งใดดีที่สุดสำหรับองค์กร

อาการนิ่งๆเนียนๆ คือ รอจังหวะลม

หากใครได้เปรียบ ก็จะเข้าไปสวมรอย

อ้างเหตุผลความชอบให้ฝ่ายนั้นๆ

ด้วยความที่ยึดตนเองเป็นใหญ่

มักสร้างอาณาจักรบริวารของตนเอง

ในองค์กรนั้นๆ เพื่อเอาไว้เป็นฐานเสียง

เอาไว้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิด

4. Blaming : Fight :

ตำหนิ พร้อมปะทะ พร้อมสู้กลับ ไม่ยอม

ถ้า 3 ภาวะก่อนหน้านี้ ถูกรุกล้ำประชิด

คล้ายล้ำแนวเส้นเข้ามาใกล้ตนเอง

ก็จะเเปรเปลี่ยนท่าทีออกมาเป็นแบบนี้

คล้ายๆ เมื่อถูกไล่ให้จนตรอก

ก็ต้องสู้กลับ แบบไม่ถอยหนีใดๆอีก

ความโกรธที่มี คือ การสะสมความไม่

พอใจที่เก็บสะสมมาเรื่อยๆจนถึงขีดสุด

ระเบิดลงที่ไหน ความหายนะตามมา

ไม่มีใครเอาอยู่ และไม่ฟังใครอีกแล้ว

มักจะทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด เกินความ

ความหมาย เพื่อระบายอารมณ์ออกไป

ถ้าองค์กรใด มิได้ดูแลใจคนจริงจัง

ซึ่งถ้าถึงภาวะที่ 4 นี้ คือ ความพังพินาศ

เวลาได้ยินข่าวการทำร้ายรุนแรง

หรือ การออกมารวมตัวประท้วงส่งเสียง

ก็จะเป็นลักษณะภาวะเช่นนี้เลย

สุดท้ายที่สำคัญคือ องค์กรเป็นพิษ

มาจาก ชุดวิธีคิดของผู้บริหาร

ที่มิได้ใส่ใจจริงจัง ต่อความเป็นอยู่

และจิตใจของผู้ปฏิบัติงานอย่างจริงจัง

ตราบใดที่ หัวบนเน้นตัวเลข ทำผลงาน

ขาดความเข้าอกเข้าใจ Empathy

ตราบนั้น องค์กรเป็นพิษ จะแผลงฤทธิ์

รุนแรงมากขึ้น จนเกินความคาดหมาย..

5/22 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเมื่อได้อ่านเนื้อหาเกี่ยวกับองค์กรเป็นพิษที่เขียนไว้ชัดเจนในบทความนี้ ทำให้ผมนึกถึงประสบการณ์ตรงที่เคยทำงานในบริษัทหนึ่งที่มีบรรยากาศลักษณะเช่นนี้จริงๆ องค์กรนั้นเน้นผลงานและตัวเลขมากกว่าใส่ใจความรู้สึกของพนักงานเลย การสั่งงานแบบเผด็จการจากฝ่ายบริหารลงมาถึงพนักงาน ทำให้หลายคนในทีมรู้สึกเหมือนโดนกดทับ ไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นหรือเสนอแนวคิดใหม่ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนส่วนใหญ่เลือกที่จะเลี่ยงหรือยอมจำนน เพราะกลัวเสียงวิพากษ์วิจารณ์จะส่งผลเสียต่อตำแหน่งงานของตนเอง ในองค์กรที่เป็นพิษนี้ ผมสังเกตเห็นว่าพนักงานมักมี 4 รูปแบบกลไกป้องกันตัวตามที่บทความกล่าวถึง เช่น บางคนเลือกที่จะหลบเลี่ยงโดยเสียสละ ความคิดสร้างสรรค์และเสียงของตนเองก็จางหายไป บางคนทำตัวเอาใจเจ้านายหรือเฉไฉเพื่อรอดพ้นจากปัญหา มีการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอย่างชัดเจน หรือบางครั้งก็เห็นคนที่ใช้เหตุผลมาอ้างแต่เพื่อปกป้องตัวเองไม่ขยับเขยื้อนอะไรในองค์กร ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือคนที่พอทนไม่ได้ก็จะปะทะหรือขัดแย้งอย่างรุนแรงสร้างความเสียหายให้กับบรรยากาศการทำงานโดยรวม จากประสบการณ์นี้ ผมมองว่าองค์กรที่จะหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้จริง จำเป็นต้องเริ่มที่ผู้นำองค์กร มีความเข้าใจและใส่ใจในความรู้สึกของพนักงานอย่างแท้จริง หลีกเลี่ยงการบริหารด้วยความกลัวหรือคำสั่งแบบเดียวทางเดียว เปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม และพยายามสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการเรียนรู้และเติบโตร่วมกันมากกว่าผลลัพธ์ตัวเลขเพียงอย่างเดียว สุดท้าย การสร้างความไว้วางใจและบรรยากาศที่พนักงานรู้สึกปลอดภัยในการแสดงออก รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีเสียงในองค์กร เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยชะลอหรือหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะองค์กรเป็นพิษ และช่วยให้พนักงานและองค์กรเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน