เสียงเงาในมุมมืด

" ฉันก็หงุดหงิด อิจฉา บ้าน้ำลาย

บางทีก็เอาแต่ใจ บางทีก็ตามใจคนอื่น "

เสียงบ่น เสียดสีระรัว ใจเหวี่ยงวีน

มันมีอยู่ในเราอยู่แล้วในทุกๆคน

ซึ่งเราเรียกว่า

" เสียงเงาในมุมมืด "

Shadow in Dark Side

หลายๆคนปฏิเสธถึงการมีอยู่

ในมุมด้านมืดที่เรามี

และสร้างภาพเคลือบจนมันวาว

ว่าเรา มีแต่ด้านดีๆ ที่แสดงออกไป

แต่ลึกๆ ก็ยังเจ็บปวดกับปมเงื่อน

ที่มันยังคงทำงานอยู่ภายในใจเรา

อาการของ ปฏิเสธถึงการมีอยู่นี้

ทำให้เรา พลาดโอกาสที่จะรู้จัก

พลังที่ขับเคลื่อนเราในอีกด้านหนึ่ง

ซึ่งมิใช่สิ่งเลวร้ายอะไร จนน่ารังเกียจ

แต่คือ มุมด้านที่เรา ละเลยมองข้ามไป

การส่งเสียงของมุมด้านมืดนี้

มิอาจตัดสินถูกผิดตามที่เราถูกสอนมา

จนเรารีบซ่อนตัวมืด ในมุมเร้นลับตลอด

แต่เมื่อเรา ให้พื้นที่ปลอดภัยมากพอ

ที่เขาจะแสดงตัวตนด้านนี้

ออกมาปรากฏ

เราจะพบลักษณะสำคัญ 3 ประการ

1. ภาวะ Bonding ที่เชื่อมต่อไม่สมดุลกัน

เทียบเหรียญ มี 2 ด้าน,เทียบวันมีสว่าง-มืด

เทียบความรัก มีความเกลียด

เทียบความเข้าใจ มีความไม่รู้อวิชชา

ภาวะตามธรรมชาติปรากฏ เป็นของคู่

เพื่อเป็น พันธะ Bonding ที่เป็นเช่นนั้น

ปัญหาคือ เมื่อเรา เลือกข้างใดข้างหนึ่ง

ความสมดุลจะเสียลงทันที

เลือกเอาฝ่ายดี ฝ่ายดำมืดจะโผล่ปะทะ

ออกมาแรงๆ เมื่อมีจังหวะเหมาะๆนั้น

เช่น อยากกินแต่ของอร่อยของดีๆหรูๆ

ก็มักจะไม่พอใจ หากร้าน รสมือเปลี่ยนไป

อยากได้ของดูดี มีระดับ มีคลาสดูแพง

ก็มักมี เสียงซุบซิบนินทา ใส่ร้ายลับหลัง

อยากให้ตนเองเป็นที่รัก

มีคนนับถือยกย่อง

ก็ต้องเสียเวลาชีวิตไปกับการเอาใจคนอื่น

ภาวะ Bonding ที่สมดุล คือ รับ 2 ด้าน

ด้านที่มืด ด้านที่สว่าง ด้วยใจที่โอบอุ้ม

โดยไม่เลือก ไม่รังเกียจ แต่เข้าใจจริง

...............................................................

2. ภาวะ Self - Love ที่ไม่ได้รับการดูแล

ด้านมืด เป็นด้านที่เราไม่ค่อยสนใจใส่ใจ

ไม่ได้ยอมรับถึงการมีอยู่อย่างจริงใจ

ทำให้เกิด ภาวะ Self - Love ที่ไม่ได้

รับการดูแลโดยทั่วถึงรอบด้าน

มีทฤษฏีจิตวิเคราะห์ ของ คาร์ล จุง

ทฤษฏีตัวตน ของ คาร์ล โรเจอร์

ต่างก็พูดถึง การยอมรับภายในสองด้าน

ที่จะพัฒนาไปสู่ Self-Love อย่างชัดเจน

ลดการตัดสินใส่โทษตนเอง

และโอบกอดอย่างจริงใจสู่การเติบโต

ที่แท้จริง ภายในเรา

........................................................

3. ภาวะ Being ผู้เฝ้ามองน้อมรับทุกๆด้าน

เปลี่ยนจากการต่อต้านมิให้ความมืด

เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเรา

เป็น การสร้าง การเฝ้ามอง แต่มิได้ร่วม

และเป็นเหมือนเพื่อนที่ไม่ตัดสินให้โทษ

ภาวะ Being ยังเป็นการสร้างพื้นที่

ปลอดภัย วางใจ สบายใจ ให้กับเรา

Being เปลี่ยนคลื่นพลังงานอึดอัดหดหู่

และการกดทับซ่อนเร้นด้านมืดที่มี

ให้กลายเป็น พลังหลอมรวมสร้างสรรค์

เช่น แปรเปลี่ยนความโกรธ เป็นพลัง

ความตื่นตัวและตระหนักรู้ ที่มีค่ามากขึ้น

...........................................................

" ด้านมืดในเรา ที่ถูกยอมรับอย่างเข้าใจ

จะเป็นด้านสว่างอีกด้านที่หันมาดูแล

ให้เรา เติบโตอิ่มเต็ม ได้เช่นเดียวกัน "

6/9 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในชีวิตประจำวัน เรามักไม่ค่อยกล้ารับฟังเสียงในส่วนมืดของตัวเอง เช่น ความโกรธ ความอิจฉา หรือความกลัว เพราะคิดว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว การให้พื้นที่ปลอดภัยกับเสียงเงานี้ ทำให้เราได้เรียนรู้ข้อเท็จจริงที่ลึกซึ้งมากขึ้นว่าด้านมืดและสว่างในตัวเรานั้นเป็นคู่กันเหมือนเหรียญสองด้าน ตัวอย่างเช่น เมื่อรู้สึกโกรธ เราอาจเลือกที่จะนิ่งเงียบและฝืนเก็บความรู้สึกไว้ แต่เมื่อเปิดใจยอมรับความโกรธนั้นอย่างไม่ตัดสิน เราสามารถแปรเปลี่ยนพลังนี้เป็นแรงขับเคลื่อนในการตั้งขอบเขตที่เหมาะสม และเพิ่มความตื่นตัวต่อสิ่งรอบข้างอย่างมีสติ ซึ่งทำให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับคนรอบตัว นอกจากนี้ การยอมรับด้านที่มืดช่วยลดการตัดสินและโทษตัวเอง ซึ่งทำให้เกิดภาวะ Self-Love ที่แท้จริง เมื่อเราใจดีกับตัวเองมากขึ้น เราจะมีความสุขและสงบใจมากขึ้นด้วย และสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นผู้เฝ้ามอง (Being) ที่น้อมรับทุกด้านของตัวเองอย่างมีสติ พร้อมเปิดใจให้ความมืดเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยหลอมรวมพลังสร้างสรรค์ให้กับชีวิต จึงสรุปได้ว่า ด้านมืดในตัวเราไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นส่วนที่กำลังรอได้รับการรับฟังและเข้าใจ เมื่อเราสร้างพื้นที่ปลอดภัยและให้ความรักต่อเสียงเงานี้อย่างจริงใจ จะช่วยให้เรารู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้งและเติบโตได้อย่างอิ่มเต็มและแท้จริง