📌 ระวังเพลี้ยปุยฝ้าย ดูดกินน้ำเลี้ยงระยะดอก

ระวังเพลี้ยปุยฝ้าย ดูดกินน้ำเลี้ยงระยะดอกไข่ปลา ตาปู ทำให้ดอกแห้ง ฝ่อ

ปุยฝ้ายขาวๆ น่ารัก...แต่ร้ายกาจหนัก ซึ่งเพลี้ยปุยฝ้ายหรือว่าเพลี้ยแป้งปุยฝ้าย เป็นเพลี้ยตระกูลเพี้ยแป้ง ซึ่งจะสร้างเส้นใยสีขาวปกคลุมอยู่ตามทุกส่วนของตันทุเรียน โดยเฉพาะขั้วดอก ขั้วผลเสียหายและก็แห้ง ฝ่อไปเลยนะครับ

ที่สำคัญชาวสวนทุเรียนที่อยู่ช่วงติดดอกระยะไข่ปลาตาปู เจ้าเพลี้ยแป้งปุยฝ้ายนี่นะครับ..เป็นแมลงขนาดเล็กประมาณ 1.3-2.0 มิลลิเมตร ตัวสีขาวขุ่น รูปร่างกลมหรือยาวรี และจะสร้างเส้นใยขาวๆน่ารักๆแบบนี้ ปกคลุมทั่วดอก จากนั้นเจ้าเพลี้ยปุยฝ้าย...ก็จะเกาะนิ่งดูดกินน้ำเลี้ยงตรงบริเวณดอกไปตลอดอายุไข... ซึ่งเมื่ออยู่รวมกันเป็นกลุ่มและเกาะทั่วทั้งช่อดอกทำให้ดอกฝ่อผลผลิตเสียหายได้นะครับ...เอาง่ายๆ กูจะเกาะเป็นกาฝากดูดกินน้ำเลี้ยงไปจนตาย....

เมื่อเห็นใยขาวๆก็ให้รีบจัดการให้สิ้นซากซะ

1. โดยทำการตัดกิ่งและใบที่พบเพลี้ย ตัดไปเผาได้เลย จะลดจำนวนได้มาก เพราะตัวแม่ 1ตัว สามารถออกลูกได้ถึง 500-1000ตัว ถ้าเก็บไว้พ่นสารเคมีดีแค่ไหนก็ตายไม่หมด

2.ควรกำจัดมดดำ มดคันไฟและรังมดด้วยเพราะเป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งปุยฝ้าย

3.ในส่วนการใช้สารเคมีก็จำเป็นหากมีการระบาดมากโดยใช้สารเคมีดังนั้นครับ

- กลุ่ม 1A,B ฟีโนบูคาร์บ, คาร์โบซัลแฟน, ไอโซโพรคาร์บ, ไดอะซีนอน, โพรฟีโนฟอส, โอเมโทเอท

- กลุ่ม 2B พิโพรนิล, อีทิโพรล

- กลุ่ม4 อิมิดาโคลพริด, ไทอะมีทอกแซม, ไดโนทีฟูแรน, อะซีทามิพริด

- กลุ่ม 9 ไพมีโทรซีน

- กลุ่ม16 บูโพรเฟซีน

- กลุ่ม23 สไปโรมีไซเฟน, สไปโรเตตระแมต

โดยฉีดพ่น 2 - 3 ครั้ง ห่างกัน 5 - 7 วัน

#ฅนเกษตร #เพลี้ยปุยฝ้าย #สารกำจัดแมลง #เพลี้ยแป้ง #ปลูกทุเรียน

2025/12/7 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนเจอปัญหา “ดอกทุเรียนแห้งฝ่อ” ในช่วงระยะไข่ปลา–ตาปู แล้วมักสับสนว่าเป็นเพลี้ยอะไร เพราะอาการคล้ายกันได้ทั้งเพลี้ยปุยฝ้าย (เพลี้ยแป้งปุยฝ้าย) และเพลี้ยไฟทุเรียน ผมเลยสรุปวิธีสังเกตแบบที่ใช้เดินสวนจริง ๆ ให้แยกออกไว จะได้จัดการตรงจุดตั้งแต่เริ่มระบาด 1) แยกอาการให้ชัด: เพลี้ยปุยฝ้าย vs เพลี้ยไฟทุเรียน - เพลี้ยปุยฝ้าย/เพลี้ยแป้งปุยฝ้าย: จะเห็น “ใย/ปุยขาวๆ” ชัดเจน เกาะเป็นกลุ่มตามขั้วดอก ช่อดอก ซอกก้าน หรือขั้วผล ตัวเล็กสีขาวขุ่น (ราว 1.3–2.0 มม.) ดูดน้ำเลี้ยงจนดอกเหี่ยว แห้ง ฝ่อ บางทีมีคราบเหนียว ๆ และมดเดินเยอะ - เพลี้ยไฟทุเรียน: ส่วนมาก “ไม่เห็นปุยขาว” แต่จะเห็นรอยทำลายเป็นจุด/รอยถลอกสีน้ำตาลบนกลีบดอก ออกอาการดอกช้ำ แห้งกรอบ หรือดอกร่วงง่าย ถ้าสะบัดช่อดอกลงบนกระดาษขาวจะเห็นตัวเล็กเรียวยาวสีน้ำตาลอ่อนวิ่งเร็ว ๆ 2) จุดที่ควรตรวจช่วงระยะไข่ปลา–ตาปู (ทำเป็นรูทีน) ผมจะเดินตรวจตอนเช้าตรู่หรือเย็น แดดไม่จัด เน้นดู 3 จุด: (1) โคนช่อดอก/ขั้วดอก (2) ซอกกิ่ง-ก้านช่อ (3) ยอดอ่อนใกล้ช่อดอก เพราะเป็นจุดที่แมลงชอบหลบ ถ้าเจอใยขาวๆแม้เพียงนิด ผมถือว่าเริ่มระบาดแล้ว ต้องตัดสินใจไว 3) วิธีจัดการแบบผสม (ทำพร้อมกันจะเห็นผลกว่า) - ตัดส่วนที่ระบาดหนักแล้วนำไปเผา/ทำลายนอกแปลง: ข้อนี้ช่วยลดตัวแม่และไข่ได้เยอะมาก โดยเฉพาะกอที่เกาะแน่นตามช่อดอก - คุม “มดดำ/มดคันไฟ” และรังมด: มดเป็นตัวพาเพลี้ยไปกระจาย และคอยปกป้องเพลี้ย ทำให้พ่นยากขึ้น ถ้าลดมดได้ การคุมเพลี้ยจะง่ายขึ้นชัดเจน - พ่นให้โดนตัวแมลงจริง: เพลี้ยปุยฝ้ายมักหลบตามซอก ต้องเน้นพ่นใต้ช่อดอกและบริเวณขั้ว ใช้น้ำให้พอและปรับหัวฉีดให้แตกฝอยสม่ำเสมอ 4) ถ้าสงสัยเพลี้ยไฟทุเรียน ควรทำอะไรเพิ่ม ผมจะเพิ่มการตรวจด้วย “กระดาษขาวรองแล้วเคาะช่อ” 2–3 จุดต่อทรงพุ่ม ถ้าเริ่มเจอตัวเพลี้ยไฟหลายตัวในช่อเดียว ควรรีบคุมตั้งแต่ระยะต้น ๆ เพราะเพลี้ยไฟทำให้ดอกช้ำและติดผลลดลงได้ การพ่นควรเน้นช่วงเย็น และสลับกลุ่มสาร (ถ้าจำเป็นต้องใช้) ไม่พ่นซ้ำกลุ่มเดิมถี่ ๆ เพื่อลดดื้อยา 5) ทริคเล็ก ๆ ที่ผมใช้ลดปัญหาซ้ำ คุมความแน่นทรงพุ่มให้โปร่งขึ้นเล็กน้อย (ไม่ตัดหนักตอนมีดอก) ช่วยให้ลมผ่าน ลดความชื้นตามซอกกิ่ง ทำให้ทั้งเพลี้ยแป้งปุยฝ้ายและเพลี้ยไฟตั้งตัวได้ยากขึ้น และทำให้การพ่นเข้าถึงจุดซ่อนตัวดีขึ้น สรุปคือ ช่วงระยะไข่ปลา–ตาปู ถ้าเห็น “ใยขาวๆ” ให้คิดถึงเพลี้ยแป้งปุยฝ้ายก่อน แล้วรีบตัดทำลาย+คุมมดพาหะควบคู่ ส่วนถ้าไม่เห็นปุย แต่ดอกมีรอยช้ำ/ไหม้และร่วงง่าย ให้รีบเช็กเพลี้ยไฟทุเรียนด้วยวิธีเคาะช่อบนกระดาษขาว จะได้แก้ถูกตัวและลดดอกฝ่อได้ทันครับ