ชีวิตก็เหมือนรถไฟขบวนยาวขบวนหนึ่ง
ตอนเด็ก ๆ เราขึ้นมา
โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปลายทางคือที่ไหน
รู้แค่ว่า ข้าง ๆ มีคนเต็มไปหมด
เสียงหัวเราะดังอยู่ทุกตู้
มีคนโบกมือให้จากชานชาลา
มีคนเดินเข้ามานั่งข้างเราโดยบังเอิญ
แล้วเราก็คิดไปเองว่า
ทุกคนจะนั่งไปด้วยกันตลอดทาง
แต่ความจริงไม่เคยเป็นแบบนั้น
รถไฟยังค่อย ๆ เคลื่อนต่อไปเรื่อย ๆ
ช้า ๆ ผ่านฤดูต่าง ๆ ของชีวิต
บางสถานีมีคนใหม่ขึ้นมา
บางสถานีก็มีคนเก่าลงไป
ตอนแรกเราไม่รู้สึกอะไรหรอก
เพราะทั้งขบวนยังแน่นอยู่
ยังมีเสียงคุยยังมีคนเรียกชื่อเราอยู่เสมอ
.
แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้า
เราจะเริ่มสังเกตว่า
ที่นั่งบางที่ว่างมานานแล้ว
เพื่อนบางคนลงจากรถไปโดยไม่ได้ร่ำลา
บางคนหายไปเงียบ ๆ
จนวันหนึ่งเรานึกขึ้นได้ว่า
เราไม่ได้ยินเสียงเขามาหลายปีแล้ว
พ่อแม่ที่เคยนั่งอยู่ตู้หน้า ค่อย ๆ เดินช้าลง
เสียงที่เคยเรียกเราดัง ๆ เริ่มเบาลงทุกปี
กระจกหน้าต่างบานเดิม
ยังสะท้อนภาพเรา แต่คนในกระจก
กลับไม่ใช่เด็กคนเดิมอีกแล้ว
ผมหงอกเริ่มมาแทนสีดำ
รอยยิ้มเริ่มมีความเหนื่อยซ่อนอยู่
และหัวใจเริ่มเข้าใจ สิ่งหนึ่งชัดขึ้นทุกวันว่า
ไม่มีใครนั่งอยู่บนรถไฟขบวนนี้ได้ตลอดไป
วันหนึ่ง แม้แต่คนที่เคยวิ่งเร็วที่สุด
ก็ต้องหยุดหอบอยู่กลางทาง
วันหนึ่ง คนที่เราเคยคิดว่า “ยังมีเวลาอีกเยอะ”
จะกลายเป็นเพียงชื่อในความทรงจำ
อีกไม่นานนัก อาจเหลือแค่เราคนเดียว
นั่งมองวิวเดิม ๆ ผ่านหน้าต่าง พร้อมที่นั่งว่างข้าง ๆ
ที่ไม่มีใครกลับมานั่งอีกแล้ว
น่ากลัวเหมือนกันนะ
ที่โลกไม่ได้พรากทุกอย่างไปในวันเดียว
แต่มันค่อย ๆ เอาไปทีละคน
ทีละช่วงวัย ทีละเสียงหัวเราะ
จนวันหนึ่ง เราหันกลับไปมองทั้งขบวนอีกครั้ง
แล้วพบว่า คนที่เคยนั่งเต็มรถไฟในวันแรก
แทบไม่เหลืออยู่แล้ว










































