อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงวัย 72 ปี ปลูกผักท่ามกลางแดดบ่ายได้อย่างกระฉับกระเฉง

คำถามนี้วนเวียนอยู่ในใจของฉันตั้งแต่วินาทีแรกที่สัมผัสถึงจังหวะของการขยับกายอย่างกระฉับกระเฉยง น้ำเสียงแจ่มใส ณ SS Farm and Cafe สถานที่ที่ฉันเฝ้ารอจะมาเยือนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ตามคำชักชวนของพี่แอน พี่สาวผู้เปี่ยมไปด้วยพลังงานบวกและร่าเริงสดใสเหมือนแสงตะวันยามบ่าย แต่ด้วยระยะทางที่ไกลประกอบกับอุปสรรคเรื่องรถของคุณเอกชัยที่พังลงกะทันหันในช่วงนั้น ทำให้ฉันพึ่งได้มาเยือนเมื่อวันก่อนนี่เอง

.

ในวัย 72 ปี คุณป้าเจ้าของฟาร์มท่านยังคงสนุกกับการดูแลแปลงผักทดลองเล็กๆ หน้าคาเฟ่แห่งนี้ด้วยตัวเองอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้ว่าฟาร์มผลิตผักออร์แกนิกขนาดใหญ่ที่ส่งออกไปไกลถึงสวิตเซอร์แลนด์ของคุณป้าจะอยู่ที่ราชบุรีและเชียงใหม่ แต่พื้นที่ตรงนี้เปรียบเสมือนห้องทดลองทางใจ เป็นจุดสาธิตที่คุณป้าใช้ปลูกปั้นความรู้และความสุขให้ผู้คนได้เห็น ความลับที่ทำให้ฉันใจฟูที่สุดคือการที่ได้รู้ว่า ผักที่มีรอยแมลงหลงเหลืออยู่บ้างจนไม่ผ่าน QC สำหรับส่งออก คุณป้าเลือกที่จะไม่ทิ้ง แต่นำมาขายในราคาถูกแสนถูก จนฉันยังตกใจ ต้นหอมมัดกำใหญ่ขีดละ 9 บาท เพราะท่านอยากให้คนไทยและคนงานในพื้นที่ได้ทานผักที่ปลอดภัยระดับโลกในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง ความอาทรนี้ยังแผ่ขยายไปถึงโต๊ะอาหารที่เสิร์ฟกะเพราเนื้อสับไข่เป็ดในราคาเพียง 40 บาท และปลากะพงทอดน้ำปลาจานใหญ่ยักษ์ที่กรอบนอกนุ่มในราคาเพียง 265 บาท ซึ่งเป็นราคาที่น่าตกใจและหาได้ยากยิ่งในยุคนี้ แต่คุณป้ากลับทำด้วยรอยยิ้มกว้างเพียงเพราะอยากให้ทุกคนได้ทานของดีราคาถูกเหมือนกัน

.

แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นทางกรวดซึ่งอาจจะยังไม่เอื้ออำนวยต่อการเข้าถึง (Accessibility) สำหรับผู้ที่ต้องใช้รถเข็นวีลแชร์อย่างคุณเอกชัย หรือการเดินเหินของฉันเองที่ขรุขระไปบ้างตามสภาพพื้นผิว แต่ความไม่สะดวกทางกายภาพเหล่านั้นกลับถูกเติมเต็มด้วยน้ำใจที่เข้าถึงได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ ทันทีที่เราไปถึง ฉันสัมผัสได้ถึงมือที่พร้อมจะยื่นมาช่วยเหลือ แลช่วยเข็นรถให้เราเข้าถึงทุกมุม

ฉันคิดว่า ที่คุณป้ามีชีวิตที่แข็งแรงและเต็มไปด้วยชีวา ท่ามกลางแดดบ่ายได้ขนาดนี้ ก็เพราะหัวใจที่เป็นสุขจากการได้เป็นผู้แบ่งปัน พลังชีวิตที่แท้จริงงอกงามมาจากความภูมิใจที่เห็นคนอื่นอิ่มท้อง และได้งอกเงยอย่างงดงามไปด้วยกัน

.

#ไดแอลรี่ #Lspiration #SSFarmAndCafe

3/7 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมประสบการณ์การพบกับคุณป้าวัย 72 ปีที่ SS Farm and Cafe ทำให้ฉันตระหนักว่า การมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงแม้ในวัยสูงอายุไม่ได้เกิดจากเพียงสุขภาพทางกายที่ดีเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับจิตใจที่สุขสงบและมีเป้าหมายในชีวิตอย่างชัดเจน คุณป้าใช้เวลาหลังบ้านในการปลูกผักทดลอง ซึ่งไม่ใช่เพียงกิจกรรมทางกายแต่ยังเป็นการส่งต่อความรู้และความสุขสู่ชุมชน เชื่อไหมว่าการได้เห็นผักที่เจริญเติบโตและได้แบ่งปันอาหารคุณภาพให้กับผู้อื่นช่วยเติมเต็มพลังใจและช่วยให้จิตใจสงบ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับสภาพแดดที่ร้อนแรงก็ตาม นอกจากแปลงผักทดลองหน้าคาเฟ่แล้ว คุณป้ายังจัดการฟาร์มขนาดใหญ่ที่ราชบุรีและเชียงใหม่ ซึ่งผลิตผักออร์แกนิกคุณภาพระดับส่งออกระดับโลก แต่สิ่งที่ทำให้ฉันประทับใจมากกว่าคือความตั้งใจของคุณป้าที่ไม่ทิ้งผักที่ไม่ผ่านมาตรฐานคุณภาพสำหรับส่งออก แต่เลือกนำมาขายในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง เพื่อให้คนในชุมชนมีโอกาสได้บริโภคอาหารปลอดภัย แม้ว่าจะเป็นผักที่ยังมีรอยแมลงอยู่บ้างก็ตาม ประสบการณ์ครั้งนี้ยังสอนให้ฉันเข้าใจเรื่อง accessibility หรือการเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง แม้ว่าบริเวณฟาร์มจะมีพื้นกรวดซึ่งอาจไม่สะดวกในการเดินสำหรับผู้ใช้รถเข็น แต่ความมีน้ำใจของเจ้าของฟาร์มและพนักงานที่ช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ สร้างบรรยากาศอบอุ่นที่ทำให้ทุกคนรู้สึกได้รับการดูแล และไม่มีใครถูกทอดทิ้ง รวมถึงการที่คุณป้าเสิร์ฟอาหารราคาย่อมเยาในคาเฟ่อย่างกะเพราเนื้อสับไข่เป็ดและปลากะพงทอดน้ำปลา ในราคาที่น่าตกใจในยุคสมัยที่ราคาอาหารสูง ทำให้เห็นถึงความตั้งใจและความเมตตาที่เธอมีต่อชุมชน ความเมตตานี้สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนทุกวัยเห็นความสำคัญของการเป็นผู้ให้และรักษาพลังชีวิตในตนเองได้อย่างยั่งยืน สำหรับใครที่สนใจจะดูแลสุขภาพใจและกายไปพร้อม ๆ กัน การปลูกผักและแบ่งปันอาหารปลอดภัยให้กับผู้อื่นอาจเป็นวิธีง่าย ๆ ที่เป็นหัวใจของชีวิตที่กระฉับกระเฉงและมีความสุขยืนยาว