กว่าจะเป็นฉันวันนี้
📍มรสุมโควิดทำพิษ เจ๊งซ้ำเจ๊งซ้อนในวัย 20 ต้นๆ
หลังจากผันตัวมาเปิดร้านเสื้อผ้ามือสองกับเพื่อน ตอนนั้นทุ่มทุนไปกว่าครึ่งแสน ทั้งที่ไม่มีความรู้ แถมยุคนั้นโซเชียลยังเข้าถึงยาก สุดท้ายเจอโควิดรอบแรกซัดเต็มๆ จนเจ๊ง ต้องปิดตัวลงทันที …
พอนึกว่าจะตั้งหลักได้ ก็ไปสมัครงานโรงแรมในตำแหน่งฝ่ายบุคคล ตอนนั้นอายุแค่ 20-21 ปีเอง ได้เงินน้อยมาก เป็นแค่ลูกจ้างรายวัน เงินไม่พอจ่ายค่าเทอมกับค่ารถเลย แต่โชคดีที่หัวหน้าและเจ้านายดีมากๆ ทว่าฟ้าผ่าลงมาอีกรอบ เจอโควิดระลอกสอง โรงแรมต้องลดชั่วโมงการทำงานลง เพราะมาตราการล็อคดาวน์ และ long distance เงินที่ไม่พออยู่แล้วยิ่งไม่พอไปใหญ่ สุดท้ายต้องกลั้นใจลาออก เดินทางไปตายเอาดาบหน้าอีกครั้งที่นครปฐม
📍อายุ 23 กับบทเรียนราคาแพง ได้ทำบริษัทขายตรง
เราไปสมัครงานในตำแหน่งประชาสัมพันธ์ บริษัทคอนเท้นท์และโฆษณา เพราะคิดว่าจะได้สกิลการสร้างสรรค์ แต่ทำไปได้ 2-3 เดือนถึงรู้ว่า มันคือบริษัทขายตรง ฮือออ 😭ชีวิตพลิกผันต้องไปเดอนเคาะประตูตามบ้าน ตามห้องเช่า เคาะกระจกรถตามลานจอดรถ เดินเข้าไซส์ก่อสร้าง เดินลุยไร่ลุยสวน วันนึงเดินเป็น 10 10 โล แถมค่าเดินทางต้องออกเองทั้งหมด ชุดต้องใส่สูท ซึ่งแพงมาก คิดในใจว่าเรามาทำอะไรที่นี่ หนักเกินไปจนขอย อมแพ้แล้วลาออกมา
📍สู้กลับในร่างแอดมิน พลิกวิกฤต วางระบบหลังบ้านให้บริษัท SME แต่คนมันต้องกินต้องใช้คำว่ายอมแพ้มีอยู่จริงที่ไหน! เราได้งานใหม่เป็นแอดมินบริษัทคันเร่งไฟฟ้าแห่งหนึ่ง ด้วยความที่เจ้านายไม่ค่อยมีความรู้เรื่องระบบเอกสารและข้อกฎหมาย เจ้านายอายุเท่าเรา 23 ปี เราเลยจัดระเบียบให้ใหม่ยกแผง ! วางระบบสวัสดิการพื้นฐานที่พนักงานควรได้ ทั้งเงินเดือน เบี้ยขยัน และโอที จนเจ้านายเห็นความสามารถและจ่ายค่าบริหารจัดการเพิ่มให้เป็นพิเศษ
แต่ความมั่นคงก็เท่ากับ 0 ตลอด2 ปีที่ทำวานที่นี่ มีการแชทมาแจ้งจะปิดบริษัท มา 2-3 รอบ แต่วันรุ่งขึ้นก็ตามกลับมาทำงานปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จิตใจมันก็ระแวงตลอดเวลา ประกอบกับปี 64 แม่อยากให้กลับบ้าน เลยตัดสินใจลาออกอีกครั้ง…
📍ปี 64 กลับมาต ำคำขอ แต่สิ่งที่เจอคือความบอบช้ำครั้งใหญ่ หลังจากออกบริษัท SME เพราะแม่อยากให้กลับมาอยู่บ้าน ตอนนั้นเรามีเงินเก็บก้อนหนึ่ง ถึงยังไม่มีงานทำแต่ก็มีเงินพอที่จะกินอยู่และเลี้ยงน้องๆได้ แต่ทว่า…พอกลับมาจริงๆ เรากลับต้องช็อคกับคำพูดของแม่แบบที่ไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
ชนานเหตุเริ่มมาจากเราไม่ให้เขายืมเงิน (เพราะเราต้องเก็บไว้สำรองประทังชีวิตและดูแลคนอื่น) หลังจากนั้นแม่ก็ไม่พอใจ ด่าทอ บั่นทอนจิตใจสารพัดจนทำให้เราคิดว่า ”ไม่น่ากลับมาเลย…กลับมาวนลูปชีวิตเดิมๆแท้ๆ“
📍บังคับเลือกข้าง 😭
สงครามประสาทในบ้านหนักขึ้นเรื่อยๆ แม่ไม่คุยกับเรา แถมยังไปกดดันให้น้องๆ เลือกข้างระหว่างเรากับแม่ (เรามีน้องชาย 2 คน เป็นน้องคนละพ่อ ห่างกับเรา 6 ปีและ 8 ปี) หนักเข้าถึงขั้นแม่มาพูดใส่หน้าว่า ”เพราะมึงกลับมาทำให้กูสองคนแม่ลูกทะเลาะกัน “
ตอนนั้นเราจุกจนอกจะแตก เลยสวนกลับไปว่า ”ทำไมพูดแบบนี้ ก็แม่เป็นคนให้หนูกลับมาไม่ใช่หรอ … แล้วหนูไม่ใช่ลูกแม่หรอ?“ และคำตอบที่ได้ ”กูไม่เห็นมึงเป็นลูกมานานแล้ว“
คำนี้คำเดียวเราสติแตก ร้องไห้โฮแบบไม่อายใคร เจ็บจนเหมือนหัวใจโดนบดขยี้ จากตอนแรกที่ตั้งใจจะกลับมาเป็นที่พึ่งและคอยปลอบน้อง กลายเป็นว่าวันนั้นน้องชายต้องเดินเข้ามาปลอบพี่สาวที่แหลกสลายคนนี้แทน มันเป็นความสัมพันธ์ในบ้านที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และเป็นจุดที่มืดมนที่สุดในชีวิต
เดี๋ยวมาต่อ Part 3 นะคะ #Lemon8ชวนเล่า #กว่าจะมีวันนี้















