ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกตอนที่

อ่านหนังสือเล่มนี้ยังไง

.

เต็มไปด้วยความรัก แรงปรารถนา

โหยหา อาวรณ์ คิดถึงแบบสุดลิ่มทิ่มประตู 🥹

.

นี่คือปฏิกิริยาดรีมตอนที่อ่าน

อื้อหืออออออ

.

เชรดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

.

เชี่ยยยย (เหตุการณ์จริงใช้ ห)

เขียนออกมาได้ไงวะหน่ะ

.

โห หวานเกินลูกพี่

.

วรรคนี้ต้องจด!

เชี่ย จดอีกละ

.

เป็นแบบนี้ไปจนจบเล่ม5555

.

และนี่คือตัวอย่างวรรคเกี่ยวกับความรักที่

ปู่ปาโปลเขียน

.

"ในดินแดนอันแล้งร้างของฉัน

เธอนั้นคือกุหลาบดอกสุดท้าย"

.

"ฉันปรารถนาปฏิบัติต่อเธอ

เช่นฤดูใบไม้ผลิปฏิบัติต่อต้นเชอรี่"

.

"เธอคือของฉัน เป็นของฉัน หญิงผู้มีริมฝีปากฉ่ำหวานและพักพิงในชีวิตเธอ คือฝันอันเป็นนิรันดร์ของฉัน

ดวงประทีปแห่งวิญญาณฉัน"

.

และนี่คือตัวอย่างวรรคแห่งความโหยหา

.

"ความรักของฉันมิอาจรั้งเธอไว้ได้ แล้วสำคัญไฉน

ราตรีประดับดาว ทว่า เธอไม่ได้อยู่เคียงฉัน

นั่นคือเรื่องราวทั้งหมด

ณ ที่แสนห่างไกล

ใครบางคนขับกล่อมจากแดนไกลแสนไกล

วิญญาณฉันสิ้นสุขสมด้วยสูญเสียเธอ"

.

ที่มหัศจรรย์คือปู่ปาโบล เขียนบทกวี

เหล่านี้ตอนที่ตัวเองอายุ 20 เท่านั้น

.

บทกวีเหล่านี้แกเขียนตอนที่เป็นวัยรุ่น

และยังมีบทกวีความรักที่เขียนตอน

อยู่ในวัยกลางคนอีก

.

โคตรอยากจะอ่าน!

.

ถ้าแกยังมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าจะไปที่ชิลี

เพื่อคารวะ 3 จอก!

#เรียนรู้วันละเรื่อง #หนังสือ #กวีนิพนธ์แห่งรักยี่สิบบทและบทเพลงความสิ้นหวังหนึ่งบท

3/9 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการอ่านกวีนิพนธ์ของปาโบล เนรูดาเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการอ่านบทกวีที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรักและความโหยหาที่ลึกซึ้ง ผมเองมีโอกาสได้อ่าน "กวีนิพนธ์แห่งรักยี่สิบบทและบทเพลงความสิ้นหวังหนึ่งบท" ซึ่งเป็นผลงานอันโด่งดังของปาโบล เนรูดา นักกวีรางวัลโนเบลแห่งชิลี และต้องบอกเลยว่าความรู้สึกมันซึมลึกเกินกว่าจะบรรยายได้ง่ายๆ บทกวีหลายบทถ่ายทอดออกมาอย่างหวานซึ้งและเต็มไปด้วยคำที่เลือกใช้ได้อย่างมีศิลปะและมีพลังผสานกับความรู้สึกโหยหาที่ทำให้หัวใจเราสั่นไหว หนึ่งในบทรักที่ประทับใจเป็นพิเศษคือ "ในดินแดนอันแล้งร้างของฉัน เธอนั้นคือกุหลาบดอกสุดท้าย" ที่แสดงถึงความรักที่เป็นเหมือนสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิต แม้ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด มันสื่อถึงความปรารถนาและความรักที่ยากจะละทิ้งได้จริงๆ นอกจากนี้บทที่เปรียบเทียบความรักกับฤดูใบไม้ผลิที่บ่มเพาะความหวังใหม่ก็ให้ภาพลักษณ์ที่งดงามและอบอุ่นมาก สิ่งที่น่าสนใจคือปาโบล เนรูดาเขียนบทกวีเหล่านี้ตั้งแต่อายุเพียง 20 ปี ทำให้เรารู้สึกถึงความสดใหม่และหยั่งรู้ของวัยหนุ่มที่มีความคิดลึกซึ้งและซาบซึ้งต่อความรักในรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ยังพบว่าบทกวีของเขายังเปลี่ยนแปลงและเติบโตไปตามเวลาที่ผ่านไป ซึ่งแสดงถึงความหลากหลายและความลึกซึ้งของอารมณ์มนุษย์ สำหรับใครที่อยากสัมผัสความงดงามของกวีนิพนธ์นี้ ผมแนะนำให้ลองอ่านต้นฉบับแปลภาษาไทยเพื่อที่จะได้รับอรรถรสและความหมายที่ครบถ้วน เพราะการแปลช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกและบรรยากาศของบทกวีได้ชัดเจนมากขึ้น สุดท้าย การได้อ่านบทกวีอย่างนี้เหมือนเราได้ร่วมเดินทางไปกับนักกวีผ่านความรัก ความโหยหาและความหวัง มันเป็นการเปิดโลกทัศน์และเติมเต็มจิตใจอย่างที่เวลาน้อยนักที่จะรู้สึกเช่นนี้จากการอ่านหนังสือเล่มอื่นๆ