"ชีวิตนั้นสวยงามได้

หากคุณทำให้มันสวยงาม" 🌻

.

"ความสุขเป็นสิ่งที่เราเลือกได้

มันขึ้นอยู่กับคุณ" ❤️

.

นี่เป็นประโยคจากคนคนหนึ่ง

ที่เคยเจอสิ่งเลวร้ายที่สุดเกินที่

ใครคนนึงจะสามารถพบเจอได้

.

"นั่นคือการลดทอนคุณค่า

ความเป็นมนุษย์" 💔

____________

.

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของ

เอ็ดดี้ เจกู ชายชาวยิวผู้มีประสบการณ์

.

การผ่านการกวาดล้างและอยู่ใน

ค่ายกักกันของนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2

.

เรื่องราวที่เหลือเชื่อว่ามันจะเคยเกิดขึ้น

ความโหดร้ายเกินจินตนาการ ที่มนุษย์

จะกระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน

____________

.

ซึ่งตัวเอ็ดดี้เอง ก็พบเจอเรื่องราวมากมาย

ตั้งแต่การที่ต้องเปลี่ยนแปลงข้อมูลและ

อัตลักษณ์ของตัวเองว่าเป็นชาวเยอรมัน

.

แทนที่จะเป็นชาวยิว

เพื่อให้ตัวเองได้มีสิทธิ์ในการศึกษาต่อ

.

การต้องยืนมองคนที่รักจากไป

โดยที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้

.

และการเอาชีวิตรอดในจุดที่ดูมืดมนที่สุด

อย่างการตกเป็นเชลยในค่ายกักกัน

ที่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีโอกาสได้กลับมาใช้ชีวิตอีก

.

แต่ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เขารอดชีวิตมา

และใช้ชีวิตจนอายุ 101 ปีก่อนจะจากโลกนี้ไป

____________

.

สิ่งที่ทำให้เขามีชีวิตรอดมาได้

ก็คือการที่เขามีความหวังอยู่ในใจเสมอ

.

มีความหวังถึงสิ่งที่รอเขาอยู่หลังจาก

ผ่านเรื่องนี้ไปได้

.

นี่คือประโยคที่เขาได้บอกไว้ที่

แสดงถึงสภาพจิตใจอันเข้มแข็ง

และกล้าหาญของเขา

.

"หากคุณตาย คุณก็แค่ตาย

แต่ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นย่อมมีความหวัง

.

แล้วทำไมไม่ลองให้โอกาสความหวังล่ะ?

คุณไม่ต้องเสียอะไรเลย!

.

แล้วยิ่งเป็นเรื่องที่เข้มแข็งมากขึ้นไปอีก

เมื่อเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตด้วยการส่งต่อ

ความรักและความหวังให้กับผู้คน

.

แม้ว่าตัวเองจะเคยเจ็บปวดและ

แตกสลายมามากแค่ไหนก็ตาม

.

เหมือนที่เขาได้บอกไว้ว่า

.

"ความเกลียดชัง คือจุดเริ่มต้นของโรคร้าย

เหมือนมะเร็ง มันอาจคร่าชีวิตศัตรูคุณได้

แต่มันก็จะทำลายตัวคุณไปด้วยในเวลาเดียวกัน"

____________

.

สำหรับดรีมแล้ว หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่

แค่ประวัติของคนที่ผ่านความเจ็บปวดเท่านั้น

.

แต่มันคือหลักฐานว่ามนุษย์สามารถ

เลือกได้เสมอ ว่าตัวเองจะเป็นผู้ให้

หรือกระทำสิ่งใดกับโลกใบนี้

.

เราสามารถมีความหวังได้

แม้ว่าจะดูสิ้นหวังหรือผิดหวัง

ในความเป็นมนุษย์มากเท่าไหร่ก็ตาม

.

เช่น ตอนที่เอ็ดดี้ได้รับความช่วยเหลือ

จากชาวบ้านที่ตัวเองก็แทบไม่มีอาหาร

ให้กินมากนัก แต่ก็ยังเลือกที่จะช่วย

.

เป็นหนังสือเล่มแรกที่ดรีมมีจังหวะที่กลั้นน้ำตา

จากความทุกข์ทรมานที่คนๆนึงไม่สมควรพบเจอ

.

แต่ในขณะเดียวกันก็ได้เห็นความเข้มแข็ง

ความเมตตาและความรักในตัวของมนุษย์เหมือนกัน

.

ยินดีที่ได้เป็นเพื่อนกับคุณนะเอ็ดดี้!

#หนังสือน่าอ่าน #ข้อคิดดีๆ #ชายผู้มีความสุขที่สุดในโลก #TheHappiestManOnEarth #เอ็ดดี้เจกู #ความหวัง #แรงบันดาลใจ #จิตวิทยา #การใช้ชีวิต #เรียนรู้วันละเรื่อง

6/11 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในชีวิตของคนเรามีช่วงเวลาที่อาจมืดมนและท้าทายอย่างยิ่ง แต่เรื่องราวของเอ็ดดี้ เจกูได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความหวังและความเข้มแข็งทางจิตใจสามารถนำทางเราออกจากความมืดนั้นได้อย่างมากมาย เอ็ดดี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมของสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้น แต่เขาทำให้เราได้เรียนรู้ว่า "ความเป็นมนุษย์" ที่แท้จริงไม่ได้ถูกกำหนดจากสิ่งที่อยู่ภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกที่จะยืนหยัดและมีใจให้ความรักแม้สถานการณ์ที่โหดร้ายที่สุด ผมได้อ่านหนังสือชีวิตของเอ็ดดี้และสัมผัสได้ถึงความหวังที่เขายึดถือเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เขาต้องเปลี่ยนอัตลักษณ์เพื่อให้มีโอกาสเติบโต เริ่มต้นใหม่ด้านการศึกษา และแม้กระทั่งเมื่อต้องเผชิญกับการสูญเสียคนรักโดยไม่มีโอกาสช่วยเหลือ เพราะความหวังทำให้เขาไม่ยอมแพ้แม้ในชั่วโมงที่มืดมนที่สุด สิ่งที่โดดเด่นคือความคิดเรื่อง "ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นย่อมมีความหวัง" ซึ่งสอนให้เราเห็นว่าชีวิตยังไม่จบหากใจยังไม่ยอมแพ้ และการไม่เก็บกักความเกลียดชังซึ่งเปรียบเสมือนโรคร้ายที่ทำร้ายทั้งศัตรูและตัวเอง ในฐานะคนที่เคยอ่านและรู้สึกถึงพลังใจจากเรื่องราวนี้ ผมอยากแนะนำให้ทุกคนได้เรียนรู้และยึดถือความหวังไว้เสมอ เพราะมันคือพลังขับเคลื่อนที่ทำให้เราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคในชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและความรักที่ยิ่งใหญ่ สุดท้ายนี้ เรื่องของเอ็ดดี้ เป็นมากกว่าหนังสือประวัติศาสตร์ มันคือบทเรียนชีวิตที่ย้ำเตือนเราว่า แม้ความเจ็บปวดจะมีอยู่จริง แต่เราเลือกได้เสมอว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร และจะส่งต่อความรัก ความหวังสู่โลกนี้ต่อไปอย่างไร