คิดไม่ออกจะบอกให้ 🧠💡🤯

5 ข้อคิดปลุกความสร้างสรรค์

ในตัวเราจาก ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น

.

.

อ้างอิงจากหนังสือ: คิดไม่ออกจะบอกให้

ผู้เขียน: โคนิชิ โทชิยูกิ

สำนักพิมพ์: NAMI Publishing

____________

.

หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร? 📕

.

เป็นข้อมูลการรวบรวมเครื่องมือ

ที่ช่วยให้เราคิดไอเดียเจ๋งๆออกมา 🤯

.

จากผู้เขียนที่เป็น นักโฆษณาชื่อดัง

ของญี่ปุ่น ที่ช่วยให้เราเข้าใจมุมมอง

ของคำว่าความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

.

ในบทความนี้ดรีมจะมาชวนคุยถึง

ข้อคิดที่ดรีมชอบจากหนังสือเล่มนี้กันครับ

____________

.

1️⃣ จุดเริ่มต้นของไอเดียคือ"ความไม่พอใจ" 🤔

.

ในหนังสือได้ให้เรารู้จักมองหาไอเดีย

จากความไม่พอใจในชีวิตประจำวัน

.

แล้วมารวมกับสิ่งดีๆที่ช่วยให้ชีวิต

ของเราง่ายขึ้น ✅

.

เช่น การเอาอินเตอร์เน็ตมารวมกับ

การสร้างแอปพลิเคชั่นบนมือถือ

.

จนกลายเป็นจุดที่อำนวยความสะดวก

ให้กับเราในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น

.

การเดินทาง การติดต่อสื่อสาร หรือ

การสั่งอาหารและสั่งของ

.

ขอให้เรารู้จักมองหาความไม่พอใจ

ทั้งของตัวเองและคนรอบตัวดู จากนั้น 🤔

.

ก็ดูว่ามีอะไรดีๆที่ถูกสร้างอยู่แล้วที่

สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องนั้นได้ 🧠

.

ทุกไอเดียเปลี่ยนโลก เริ่มจากความ

ไม่พอใจเป็นส่วนใหญ่นะครับ

____________

.

2️⃣ ก่อนจะให้ "รู้จักมองในมุมของผู้รับก่อน" 💞

.

เวลาเราสร้างอะไร หรืออยากจะ

ให้อะไรกับคนคนนึง เรามักจะเผลอมอง

.

ในมุมของตัวเองเป็นหลัก และคิดว่า

คนจะชอบในสิ่งนั้นเหมือนกัน 🤩

.

เช่น คนที่ชอบกินทุเรียน ก็อาจจะ

เผลอซื้อทุเรียนไปฝากเพื่อน

.

เพราะตัวเองรู้สึกว่าอร่อยและ

เพื่อนน่าจะชอบเหมือนกัน ปรากฏ

ว่าเพื่อนเป็นคนที่ไม่ชอบกินทุเรียน

.

ดรีมเองก็มีปัญหาเรื่องนี้เหมือนกัน

ที่บางครั้งมักจะเผลอลืมไป ว่าสิ่งที่

เราชอบ ไม่ได้หมายความว่าคนอื่น

จะชอบเหมือนกัน

.

ลองคิดทบทวนในมุมของคนที่เรา

อยากจะให้ ว่าเขาจะรู้สึกยังไงเวลา

ได้รับหรือใช้งานสิ่งนั้น

.

เพราะบางทีสิ่งที่ดีสำหรับเรา อาจจะ

ไม่ได้ดีหรือเหมาะกับคนอื่นขนาดนั้น

มองในมุมของผู้รับดูบ้าง อย่าโฟกัสแต่ตัวเองนะครับ ⚠️

____________

.

3️⃣ เปิดใจรับฟังแต่"อย่าปรับจนลืมตัวเอง" 🔥

.

การที่คนเราเปิดใจฟังและพร้อมเรียนรู้

ปรับปรุงให้สิ่งที่เราทำอยู่ดีขึ้นเป็น

เรื่องที่ดีมาก

.

เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการเติบโต

แต่การรับฟังและปรับตามคนอื่นมากเกินไป

ก็เป็นสิ่งที่อันตรายเหมือนกัน ⚠️

.

เพราะมันจะทำให้เราสูญเสีย

ความเป็นตัวเอง สูญเสียจุดประสงค์แรก

ในการสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา

.

ซึ่งสิ่งที่ทำให้คนเราโดดเด่น

ก็คือความกล้าเป็นตัวเอง 🔥

.

เรารับฟังคำของคนอื่นได้ แต่ต้อง

เอามาจับใจความที่แท้จริงและปรับปรุง

ต่อยอดให้ดีขึ้นไม่ใช่ทำตามคนอื่น

จนสูญเสียตัวเอง 🔥

.

ถ้าเราเป็นปลา ก็อย่าเอาคำแนะนำ

ของนกมาปรับใช้ จนลืมว่าตัวเองเป็นปลานะครับ

____________

.

4️⃣ สิ่งสำคัญไม่ใช่วิธีการ"แต่คือเส้นชัย"

.

เวลาเราจะลงมือทำอะไรสักอย่างนึง

เรามักจะใช้วิธีการหรือกติกาเป็น

ตัวกำหนด

.

จนลืมไปว่าสิ่งที่เราควรจะเอาเป็น

ตัวกำหนดจริงๆ ก็คือสิ่งที่เราต้องการ

และเส้นชัยต่างหาก ✅

.

เหมือนในหนังสือที่มีคำสั่งบอกว่า

ให้เราเขียนตัวอักษรให้ชัดที่สุด

โดยใช้กระดาษและปากกาสีขาว

.

ซึ่งโจทย์ของมันจริงๆคือการเขียน

ตัวอักษรให้ชัดที่สุด เราก็ต้องร้องขอ

ปากกาดำที่ช่วยให้ตัวอักษร

เห็นชัดบนกระดาษสีขาว

.

นั่นคือการลงมือทำโดยใช้สิ่งที่

ต้องการเป็นตัวกำหนดการกระทำ

.

เวลาเราจะทำอะไรในชีวิตก็ตาม

ให้ใช้เส้นชัยเป็นตัวกำหนดการกระทำ ⭐

.

ไม่ใช่กำหนดกติกาก่อน

แล้วค่อยกำหนดเส้นชัย

.

เพราะมันจะทำให้เราติดกรอบที่

ไม่มีอยู่จริง จนไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการนั่นเอง ✅

____________

.

5️⃣ รู้จักใช้พลังของ"โจทย์ยากที่ดูเป็นไปไม่ได้" 💪🏻

.

บนโลกนี้คงไม่มีใครชอบสิ่งที่เรียก

ว่าโจทย์ยาก เพราะมันฟังดูเหนื่อย

และวุ่นวาย

.

แถมดูจะสำเร็จยากอีกต่างหาก

แต่โจทย์ยากเป็นสิ่งที่ปลุกพลังวิเศษ

ในตัวเราเสมอ

.

เพราะโจทย์ยาก ที่มาพร้อมกับข้อจำกัด

และข้อบังคับที่จะต้องทำให้สำเร็จ

.

จะปลุกกระตุ้นความสร้างสรรค์

ของมนุษย์ได้ดีที่สุด

.

การเติบโตที่เร็วที่สุดของคนคนหนึ่ง

ไม่ได้อยู่ในพื้นที่สบาย แต่อยู่ใน

โจทย์ยากที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด

.

ที่บีบให้คนๆนั้นต้องผลักดันตัวเองต่างหาก 🔥

____________

.

เป็นหนังสือที่จะช่วยให้เรา

ได้เปิดมุมมองทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

จนเปลี่ยนเราเป็นคนหัวไวได้! 🔥

.

พิกัดหนังสืออยู่ในคอมเมนต์นะครับ!

#หนังสือน่าอ่าน #nami #ข้อคิดดีๆ #คิดไม่ออกจะบอกให้ #ไอเดีย #ความคิดสร้างสรรค์ #การทำงาน #การสื่อสาร #พัฒนาตัวเอง #เรียนรู้วันละเรื่อง

1 สัปดาห์ที่แล้วแก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมนอกจาก 5 ข้อคิดจากหนังสือที่ถูกแชร์มาแล้ว ผมขอเล่าประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปลุกความสร้างสรรค์ในชีวิตจริงนะครับ ผมเคยเจอช่วงเวลาที่ไอเดียไม่ไหลออกมาเลย แบบที่หลายคนคงเคยเจอเหมือนกัน นึกจะคิดงานหรือโปรเจ็กต์ใหม่ๆ แต่ความคิดดันตันจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน สิ่งที่ช่วยได้มากคือการสังเกต "ความไม่พอใจ" รอบตัวจริงๆ เหมือนที่หนังสือบอก คือไม่ใช่แค่เรื่องใหญ่โต แต่อาจเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้เรารู้สึกติดขัด เช่น ผมเคยเจอเวลานั่งทำงานแล้วไฟล์ข้อมูลแชร์ไม่สะดวก ก็เลยคิดไอเดียทำระบบจัดการไฟล์บนระบบคลาวด์ที่ใช้ง่ายขึ้นสำหรับทีม อีกอย่างที่สำคัญในกระบวนการคิดคือการ "ลองมองจากมุมของผู้ใช้หรือผู้รับ" แนวคิดนี้ช่วยให้ไอเดียของเราตรงประเด็นและแก้ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราชอบหรือคิดว่าน่าจะดี สำหรับผมเคยคิดแอปที่ผมชอบใช้ แต่พอถามเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน กลับเจอว่าพวกเขาไม่อยากใช้เพราะความซับซ้อน นี่ทำให้ผมต้องปรับปรุงให้ใช้งานง่ายขึ้นมาก ไม่ควรลืมด้วยว่า "การเปิดใจรับฟัง" คำแนะนำจากคนอื่นเป็นสิ่งดี แต่ต้องคงความเป็นตัวเองไว้เหมือนที่หนังสือบอก ไม่งั้นไอเดียเราจะกลายเป็นของคนอื่นไปเลย สุดท้ายผมเองก็เชื่อเรื่อง "พลังของโจทย์ยากที่ดูเป็นไปไม่ได้" จริงๆ เพราะโจทย์ที่ท้าทายจะบีบให้เราต้องค้นหาวิธีใหม่ๆ และค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง เช่น เมื่อมีโปรเจ็กต์ใหญ่ที่ดูเหมือนจะทำไม่ได้ ผมจะพยายามมองว่าทำอย่างไรให้งานนั้นสำเร็จได้ ทั้งนี้ก็ต้องมีวิธีคิดที่ยืดหยุ่นและไม่กลัวล้มเหลว หวังว่าแบ่งปันนี้จะเป็นแนวทางให้หลายท่านที่รู้สึกตันกับการคิดไอเดียหรืออยากกระตุ้นความสร้างสรรค์ในชีวิตนะครับ

ค้นหา ·
สะเก็ดเงิน รู้ทันสะเก็ดเงิน