มุมมองที่ได้จากหนังสือ"คุณคางคกไปพบนักจิตบำบัด"

มุมมองที่ได้จากหนังสือ

"คุณคางคกไปพบนักจิตบำบัด"

____________

.

"เมื่อเริ่มต้นโลกภายนอก

จะกำหนดโลกภายในของเรา

.

และเมื่อเวลาผ่านไป

โลกภายในของเรา

ก็จะกำหนดโลกภายนอกที่เราเห็น"

____________

.

มนุษย์เรามี 3 สภาวะที่

ขับเคลื่อนการดำรงชีวิต

ขับเคลื่อนการมองโลก

และการแสดงพฤติกรรมของเรา

____________

.

1.สภาวะแบบเด็ก : คือสภาวะที่ทุกคนจะต้องมีและ

ความรู้สึกพื้นฐานของเด็กจะประกอบไปด้วย

ความสนุกกับความรัก ความโกรธ ความเศร้า

ความกลัว นี่คือสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติของเด็กทุกคน

.

และสิ่งเหล่านี้จะติดตัวเราไปในพฤติกรรม

ที่เราใช้รับมือสถานการณ์ต่างๆตอนที่โตขึ้น

.

เมื่อเข้าสู่สภาวะแบบเด็ก เช่น เกิดอาการงอน

หรืองอแงเมื่อไม่ได้ดั่งใจ

.

จะเป็นสภาวะที่ปล่อยให้อารมณ์

เข้ามาควบคุมการแสดงออกของตัวเอง

.

และในขณะเดียวกัน ถ้าในวัยเด็ก

ไม่ได้รับความรักมากพอ หรือรู้สึกหวาดกลัว

แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรผู้ใหญ่ที่เรียกว่าพ่อแม่ได้

.

เด็กก็จะทำสิ่งที่เรียกว่า สภาวะแบบเด็กที่ปรับตัว

โดยการใช้การยินยอม ทั้งการขอโทษ

เอาอกเอาใจและพยายามเรียกร้อง

ความสนใจ พึ่งพาและเห็นด้วย

เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

.

จนรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นคนที่

พยายามทำให้ทุกคนพอใจ

และไม่กล้าเป็นตัวเองแล้ว

____________

.

2.สภาวะแบบพ่อแม่ชอบวิจารณ์ :

เป็นสภาวะที่คอยวิจารณ์สิ่งต่างๆ

อยู่เสมอว่า ควรจะเป็นแบบไหน

.

ซึ่งก็เกิดมาจากความคิดและความเชื่อ

ที่ถูกส่งต่อมาจากพ่อแม่ จนกลาย

เป็นมาตรฐานในการมีชีวิตอยู่ของเรา

.

ซึ่งสภาวะนี้มักจะคอยตัดสิน คาดหวัง

จับผิด สิ่งต่างๆอยู่เสมอ และบางครั้งก็

วิจารณ์ตัวเองด้วย จนเป็นที่มาของ

ความรู้สึกไม่ดีพอ

.

เช่น งานนี้ต้องแก้หน่อยนะ

ในเด็กที่โตมากับคำว่า

ทำอะไรไม่เคยได้เรื่องสักอย่าง

.

พอได้ยินว่าต้องแก้งาน

สิ่งที่เขาได้ยินคือ เรามันห่วย

เหมือนที่พ่อแม่เคยบอกจริงๆ

____________

.

3.สภาวะแบบผู้ใหญ่ : คือสภาวะ

ที่ทำให้เรามีสติมากที่สุด จนสามารถ

เลือกการตัดสินใจที่เป็นเหตุเป็นผล

ไม่ได้ไหลไปตามอารมณ์ หรือเสียงในหัว

อย่าง 2 สภาวะก่อนหน้า

.

จนสามารถตีความและเลือก

การแสดงออกทางพฤติกรรม

ได้อย่างเหมาะสม

.

เช่น แก้งานนี้หน่อยนะ

พี่อยากให้มันเป็นแบบ...

แทนที่จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับการยอมรับ

.

คนที่มีสภาวะแบบผู้ใหญ่ก็จะ

สามารถแยกงานชิ้นนี้ออกจากตัวเองได้

จนพร้อมปรับแก้ให้โอเคทั้งสองฝ่าย

____________

.

และ 3 สภาวะนี้ก็จะนำมาสู่จุดยืนและเกม

ที่เราเล่นในชีวิตประจำวัน

.

1.ผมไม่โอเค คุณโอเค

คือการที่คนๆนั้น

คิดในแง่ลบต่อตัวเองและรู้สึกว่า

คนอื่นดีกว่าตัวเอง มีความนับถือในตัวเองต่ำ

ทำให้ชอบเล่นเกม เป็นเหยื่อและน่าสงสาร

และชีวิตก็จะเป็นตามที่เขาคิดและมอง

____________

.

2.ผมโอเค คุณไม่โอเค

คือ

การที่คนนั้นรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น

จนไม่กล้าไว้วางใจ

ทำให้เป็นฝ่ายวิจารณ์คนอื่นอยู่ตลอดเวลา

คอยจับผิดและบีบให้คนอื่นเป็นไปเหมือนอย่างที่คิด

____________

.

3.ผมโอเค คุณโอเค

คือการที่คนนั้น

เกิดความเชื่อมั่นทั้งในตัวเองและคนอื่น

กล้าที่จะตัดสินใจตามที่ตัวเองคิด

และพร้อมที่จะรับฟังมุมมองที่แตกต่าง

กล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น

____________

.

4.ผมไม่โอเค คุณไม่โอเค

คือการที่คนนั้น

ไม่เกิดความเชื่อมั่นทั้งกับตัวเองและคนอื่น

จนใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว และเป็นทุกข์

____________

.

สุดท้าย ทั้งสภาวะและจุดยืนทั้งหมด

ไม่ได้ตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดี

.

แต่มันเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราตระหนัก

ถึงโลกภายในของตัวเอง

.

รู้เท่าทันความคิด และเลือกการกระทำ

ของตัวเองได้ กล้าที่จะรับผิดชอบชีวิตตัวเอง

.

คำถามสำคัญไม่ใช่สภาวะไหน

หรือจุดยืนไหนดีกว่า

.

แต่ตอนนี้เราอยู่ในสภาวะไหน

และเลือกจุดยืนอะไรในการใช้ชีวิต

จนนำมาซึ่งพฤติกรรมของตัวเองต่างหากครับ

#หนังสือน่าอ่าน #ข้อคิดดีๆ #คุณคางคกไปพบนักจิตบำบัด #CounsellingForToads #จิตวิทยา #ฮีลใจ #การเติบโต #ซึมเศร้า #พัฒนาตัวเอง #เรียนรู้วันละเรื่อง

7/29 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหนังสือ "คุณคางคกไปพบนักจิตบำบัด" เปิดมุมมองที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับจิตวิทยาการเติบโตและการจัดการความรู้สึกภายในที่เราแต่ละคนประสบอยู่ในชีวิต ด้านหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจมากคือตัวแบบ 3 สภาวะในจิตใจมนุษย์ คือ สภาวะแบบเด็ก, สภาวะแบบพ่อแม่ชอบวิจารณ์ และสภาวะแบบผู้ใหญ่ ซึ่งแต่ละแบบนั้นส่งผลต่อวิธีการคิด การมองโลก และการแสดงออกของเราอย่างชัดเจน ผมเองเมื่อลองนำแนวคิดนี้มาทบทวนตัวเอง พบว่าในหลายโอกาสเราก็ยังตกอยู่ในสภาวะแบบเด็กหรือแบบที่ถูกวิจารณ์ตัวเองและผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว หลายครั้งที่ความรู้สึกไม่โอเคกับตัวเองทำให้ผมรู้สึกหมดกำลังใจ หรือแม้แต่การที่เรามักจะวิจารณ์และคาดหวังจากผู้อื่นมากเกินไป ก็ทำให้เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์และในใจของเราเอง การเข้าใจถึงจุดยืนในการใช้ชีวิต 4 แบบ เช่น "ผมไม่โอเค คุณโอเค" หรือ "ผมโอเค คุณโอเค" เป็นตัวช่วยที่ดีให้เราได้สอบถามตัวเองอยู่เสมอว่า ณ ตอนนี้เราอยู่ในจุดไหนของการยอมรับและพร้อมที่จะพัฒนา รวมถึงให้เรามีการโต้ตอบที่ยืดหยุ่นมากขึ้นต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่พบเจอ ซึ่งในมุมมองของผู้เขียนก็ไม่ได้เน้นการตัดสินว่าสภาวะแบบไหนดีกว่า แต่เป็นการตระหนักรู้และรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง จากประสบการณ์ส่วนตัว การฝึกฝนสภาวะแบบผู้ใหญ่ที่มีสติและเหตุผล ช่วยให้ผมสามารถจัดการกับอารมณ์และความคิดแง่ลบได้ดีขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลกับคนรอบข้างมากขึ้น หนังสือเล่มนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจและเครื่องมือที่ดีสำหรับใครที่อยากเข้าใจตัวเองและพัฒนาชีวิตจิตใจให้ดียิ่งขึ้นในท่ามกลางความซับซ้อนของชีวิตประจำวัน ผมแนะนำให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ หากใครกำลังมองหาคำตอบเกี่ยวกับสภาวะภายในและวิธีจัดการกับความคิดลบ หรือสนใจเรื่องราวที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในตัวเองอย่างลึกซึ้งจริงๆ