Automatically translated.View original post

Incoterms don't happen because cool...

🤔 Did you know?

Incoterms don't happen because cool...

But it's the "secret weapon" that prevents a global trade war. 🌍⚔️

Back before 1936...

Each country uses different trade terms. 📦🚢

🇬🇧 England tell FOB Liverpool

🇺🇸 America told FOB New York.

🇫🇷 France told Franco à bord.

👉 But the meaning doesn't match. There are lawsuits everywhere! ⚖️

Until... 1936. 🗓️

ICC (International Chamber of Commerce) at Paris 🇫🇷

Rise up to create a central rule = Incoterms 🎯

Of the first 6 rules, 👉 evolved into the current 11.

Whether FOB, CIF or DDP, anyone in the world understands the 💡

📌 Little-known anecdote:

English law is the foundation of Incoterms. 📜

The word FOB comes from the port of London from the 18th century. ⚓

There used to be some countries against Incoterms because it was thought to be conducive to the West. ❌

But finally... Incoterms became the only language of global trade. 🌐

---

✨ Don't Miss! This Logistigsman EP will recount an easy-to-understand Incoterms history in minutes. 🚀

---

# Logistics Man # Incoterms # Logistics tidbits # International trade # GlobalTrade

2025/8/17 Edited to

... Read moreหลายคนเสิร์ชว่า “Incoterms คืออะไร / Incoterm แปลว่า” เพราะเจอคำย่อเต็มไปหมดในใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อ หรือคุยกับ freight forwarder แล้วเริ่มสับสนว่าตกลงใครต้องจ่ายค่าขนส่ง ใครรับความเสี่ยงตอนของเสียหายกันแน่ สำหรับฉัน Incoterms คือ “กติกากลาง” ที่ ICC (International Chamber of Commerce) ทำไว้เพื่อให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายทั่วโลกเข้าใจตรงกันเรื่อง COSTS AND RISKS (ค่าใช้จ่ายและความเสี่ยง) ในแต่ละช่วงของการขนส่ง ไม่ใช่กฎหมายที่บังคับใช้เองอัตโนมัติ แต่เป็นเงื่อนไขมาตรฐานที่เอาไปใส่ในสัญญาซื้อขาย Incoterms ล่าสุดปีอะไร? ปัจจุบันใช้ชุด Incoterms 2020 (เริ่มใช้ 1 ม.ค. 2020) หลายคนยังเรียกติดปากว่า “Incoterms 2023” เพราะเป็นปีที่ใช้งานจริงในตลาด แต่เวอร์ชันล่าสุดยังเป็น 2020 อยู่ ดังนั้นเวลาเขียนให้ชัด แนะนำระบุท้ายคำเสมอ เช่น “FOB Bangkok (Incoterms® 2020)” จะลดการตีความผิดได้มาก ถ้าจะเข้าใจ Incoterms 2020 แบบเข้าใจง่าย ให้จำ 2 แกนหลักนี้: 1) จุดส่งมอบ (Delivery point) = จุดที่ความเสี่ยงย้ายจากผู้ขายไปผู้ซื้อ 2) ค่าใช้จ่าย (Costs) = ใครเป็นคนจ่ายค่าขนส่ง/ประกัน/ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในแต่ละช่วง ตัวอย่างที่คนถามบ่อย: - EXW: ผู้ขายวางของไว้ที่โรงงาน/คลังของผู้ขาย ผู้ซื้อรับภาระเกือบทั้งหมดตั้งแต่ต้น เหมาะกับคนที่มีทีมโลจิสติกส์แข็งแรง ไม่งั้นมีโอกาสพลาดเรื่องเอกสารและการรับของ - FCA: ยืดหยุ่นกว่า EXW เพราะผู้ขายส่งมอบให้ผู้รับขน (carrier) ตามจุดที่ตกลง เหมาะกับงานส่งออกที่ต้องการให้ผู้ขายช่วยเรื่องพิธีการส่งออกบางส่วน - FOB: ใช้กับขนส่งทางเรือแบบเทกอง/ไม่ใช่ตู้เป็นหลัก จุดสำคัญคือความเสี่ยงย้ายเมื่อ “ของอยู่บนเรือ” ที่ท่าเรือขนส่ง (อย่าเผลอใช้กับงานตู้คอนเทนเนอร์แบบไม่จำเป็น) - CIF: ผู้ขายจ่ายค่าขนส่งและประกันถึงท่าเรือปลายทาง แต่ความเสี่ยงย้ายตั้งแต่ของขึ้นเรือแล้ว ตรงนี้คนเข้าใจผิดบ่อยมาก เพราะ “จ่ายถึง” ไม่ได้แปลว่า “เสี่ยงถึง” - DDP: ผู้ขายรับหนักสุด รวมถึงภาษีนำเข้า/พิธีการปลายทางในประเทศผู้ซื้อ ใช้ได้แต่ต้องมั่นใจว่าผู้ขายจัดการภาษีและกฎระเบียบท้องถิ่นได้จริง ไม่งั้นค่าใช้จ่ายบานปลาย ทริคเล็ก ๆ ที่ฉันใช้เวลาเช็กใบเสนอราคา: ขอให้คู่ค้าระบุ “สถานที่” ต่อท้ายเสมอ เช่น FCA Suvarnabhumi, CIF Laem Chabang, DDP Bangkok เพราะ Incoterms จะชัดก็ต่อเมื่อรู้สถานที่ส่งมอบ/ปลายทาง และอย่าลืมระบุเวอร์ชัน “Incoterms 2020” ในเอกสารทุกครั้ง เพื่อลดปัญหาตีความไม่ตรงกัน