เรียนรู้แบบไม่สะดวกใจ?

ทำไมตอนที่รู้สึก "โง่" และ "อึดอัด" ที่สุด คือตอนที่เรากำลัง "เก่ง" ขึ้นเร็วที่สุด?

- สารภาพกันตรงนี้เลยว่า เมื่อก่อนเราเป็นคนนึงที่เชื่อเรื่อง "จริตการเรียนรู้" มาก ๆ ประเภทที่ว่า... “ฉันเป็นคนเรียนรู้ผ่านการฟังนะ ถ้าให้มานั่งอ่านเยอะ ๆ ฉันไม่ไหว” หรือ “ฉันชอบบรรยากาศชิล ๆ ถ้ากดดันมาก สมองฉันปิดเลย”

- เราพยายามตามหา "การเรียนรู้แบบสะดวกใจ" มาตลอด เพราะคิดว่า ยิ่งเราสบายใจ เรายิ่งรับข้อมูลได้ดี

- แล้วเราไม่ได้ "เลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเอง" หรอก เราแค่ "เลือกวิธีที่ตัวเองไม่ต้องพยายามมาก" ต่างหาก

- วันนี้เลยอยากชวนคุยเรื่องความต่างระหว่าง "การเรียนรู้แบบสะดวกใจ" vs "การเรียนรู้แบบไม่สะดวกใจ" ที่หนังสือเล่มนี้กระเทาะเปลือกออกมาได้จริงใจสุด ๆ

- โซนสะดวกใจ: หลุมพรางที่นุ่มนิ่มที่สุด

- การเรียนรู้แบบสะดวกใจ (Comfortable Learning) คือการที่เราทำในสิ่งที่ถนัดอยู่แล้ว ใช้วิธีเดิม ๆ ที่เรามั่นใจ ผลลัพธ์คือเราทำมันได้ดี ไม่มีความเสี่ยง ไม่มีความขายหน้า และเรารู้สึกว่า "เฮ้ย ฉันเก่งนี่หว่า"

- มันเหมือนกับการที่เราไปยิม แล้วยกเวทน้ำหนักเท่าเดิมทุกวัน ท่าเดิมเป๊ะ ๆ

เราจะรู้สึกดีที่ยกไหว ไม่ปวดตัว แต่กล้ามเนื้อเราจะไม่โตขึ้นเลย

- ในหนังสือบอกว่า ปัญหาคือเรามักสับสนระหว่าง "ความคล่องแคล่ว" กับ "ความก้าวหน้า"

การที่เราทำอะไรได้ลื่นไหล ไม่ได้แปลว่าเราเก่งขึ้น แต่มันแปลว่าเรากำลังทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ จนชินมือต่างหาก

- ความไม่สะดวกใจ: สัญญาณชีพของการเติบโต

ในทางกลับกัน การเรียนรู้แบบไม่สะดวกใจ (Uncomfortable Learning) คือสภาวะที่ Adam Grant บอกว่า มันคือ "Sweet Spot" ของการดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมา

- มันคือตอนที่คุณลองทำอะไรใหม่ ๆ แล้วรู้สึกเงอะงะ

- มันคือตอนที่คุณพูดภาษาอังกฤษแล้วลิ้นพันกัน ต่อหน้าคนอื่น

- มันคือตอนที่คุณรับโปรเจกต์ยาก ๆ แล้วรู้สึกว่า "ฉันจะรอดไหมเนี่ย?"

- ความรู้สึกอึดอัด ขายหน้า หรือรู้สึกว่าตัวเอง "โง่จัง" ในวินาทีนั้นแหละ คือสัญญาณบอกว่า "สมองคุณกำลังยืดขยาย"

- หนังสือเปรียบเทียบไว้น่าสนใจมากครับว่า การเรียนรู้ที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเดินบนทางเรียบ แต่เหมือนการเดินขึ้นเขาที่เต็มไปด้วยโคลน

- ถ้าเท้าคุณไม่เลอะ คุณก็ไม่ได้เดินไปไหน

- ถ้าคุณไม่รู้สึกหอบแฮก ๆ กล้ามเนื้อคุณก็ไม่ได้ทำงานหนักขึ้น

- ถ้าคุณไม่รู้สึก "ไม่สะดวกใจ" คุณก็กำลังไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่จริง ๆ

- พออ่านจบ เราถามตัวเองเลยว่า...

"ครั้งสุดท้ายที่เรายอมทำตัวเงอะงะ เพื่อแลกกับทักษะใหม่ ๆ คือเมื่อไหร่?"

- เรามักกลัวคนมองว่าไม่เก่ง เราเลยเลือกทำแต่สิ่งที่ตัวเองดูโปรฯ

แต่กลายเป็นว่า คนที่เก่งจริง ๆ กลับเป็นคนที่กล้าทำตัวเป็น "มือใหม่" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

- เขากล้าถามคำถามโง่ ๆ กล้าทำผิดพลาดให้คนเห็น และกล้าพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ "ไม่สะดวกใจ" ที่สุด เพราะเขารู้ว่ารางวัลที่ปลายทางมันคุ้มค่า

- ความสบายใจคือยาเสพติดชนิดหนึ่ง มันทำให้เรามีความสุขในปัจจุบัน แต่ขโมยอนาคตเราไปเงียบ ๆ

- ส่วนความไม่สบายใจ มันคือ "ค่าผ่านทาง" ที่เราต้องจ่าย เพื่อข้ามไปสู่เวอร์ชันที่ดีกว่าของตัวเอง

- ถ้าวันนี้คุณกำลังรู้สึกอึดอัด เหนื่อยหน่ายกับความท้าทาย หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ดั่งใจเลย...

- ยินดีด้วย คุณมาถูกทางแล้ว

เพราะความรู้สึกนั้นแปลว่า คุณกำลังไม่ได้เดินวนอยู่ในอ่างน้ำเล็ก ๆ ใบเดิม แต่คุณกำลังว่ายออกไปสู่มหาสมุทรที่กว้างกว่าเดิม

- ใครที่ช่วงนี้กำลังฝืนทำอะไรยาก ๆ อยู่ แล้วท้อแท้ อยากให้รู้ว่าความรู้สึก "ไม่สะดวกใจ" นี้แหละ

- กอดมันไว้แน่น ๆ แล้วบอกตัวเองว่า "ฉันกำลังโตขึ้นนะ"

- แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ ช่วงนี้มีเรื่องอะไรที่ทำให้รู้สึก "ไม่สะดวกใจ" บ้างไหม?

ลองมาแชร์กันหน่อย เผื่อเราจะได้รู้ว่า เราไม่ได้รู้สึกเงอะงะอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้

#มาอ่านหนังสือกันเถอะ

2025/12/21 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมในการเรียนรู้ เรามักแสวงหาความสะดวกใจหรือความสบายใจที่ทำให้เราเข้าใจสิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วและไม่รู้สึกเครียด แต่อันที่จริงแล้ว "การเรียนรู้แบบไม่สะดวกใจ" เป็นจุดสำคัญที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของเรา การเรียนรู้แบบไม่สะดวกใจนั้นหมายถึงการที่เราเผชิญหน้ากับสิ่งที่ยากและไม่ถนัด เช่น การลองพูดภาษาต่างประเทศที่ทำให้รู้สึกอึดอัด หรือรับโปรเจกต์ที่ท้าทายซึ่งเราไม่มั่นใจว่าจะทำได้ดีหรือไม่ ซึ่งความรู้สึก "โง่" หรือ "อึดอัด" ในช่วงเวลานี้ไม่ใช่สัญญาณลบ แต่กลับเป็นสัญญาณบอกว่าสมองและทักษะของเรากำลังขยายออก และเกิดการเรียนรู้เชิงลึก ตามที่ได้รับจากเนื้อหาหนังสือและแนวคิดของ Adam Grant "Sweet Spot" ในการเรียนรู้คือช่วงเวลาที่เราออกจากโซนความสะดวกสบายและพาตัวเองเข้าสู่สถานการณ์ที่ต้องพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ถึงแม้จะรู้สึกไม่คุ้นเคยหรืออึดอัด โดยการที่เรายอมทำตัวเป็น "มือใหม่" ที่พร้อมทำผิดพลาดและถามคำถามที่ดูเหมือนไม่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาเราก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้นของการเรียนรู้และความชำนาญ อ้างอิงจากข้อความในบทความ การเรียนรู้แบบสะดวกใจนั้นเปรียบเสมือนกับการยกเวทเดิม ๆ ในยิม ที่กล้ามเนื้อไม่ได้เติบโตขึ้นเพราะไม่มีความท้าทาย การเรียนรู้แบบไม่สะดวกใจนั้นคือการเดินขึ้นเขาที่เต็มไปด้วยโคลน ที่เท้าคุณต้องเลอะและเหนื่อยแรง เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่แท้จริง นอกจากนี้ ความรู้สึกไม่สะดวกใจหรือเคอะเขินที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนรู้ ยังสำคัญต่อการสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่ช่วยให้เราสามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง ควรฝึกฝนการยอมรับความไม่สะดวกใจ และมองว่ามันคือ "ค่าผ่านทาง" ที่จำเป็นสำหรับการเติบโต การสร้างนิสัยที่จะกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่ตนเองไม่ถนัดเป็นประจำ จะช่วยให้เราก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเองและบรรลุเป้าหมายได้อย่างแท้จริง สุดท้าย การแชร์ประสบการณ์ "การเรียนรู้แบบไม่สะดวกใจ" ในชีวิตประจำวันนั้นช่วยให้เราเห็นว่าเราไม่ได้เผชิญกับความท้าทายเพียงลำพัง การพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนอื่นยังส่งเสริมความเข้มแข็งและเพิ่มแรงจูงใจให้กลับมายืนหยัดต่อสู้กับความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างทรงพลังมากขึ้น