ยิ่งแก่ จะพบเองว่า...

"สายตา" ในการมองชีวิตของเราถึงยิ่งสั้นลง?

ผมสังเกตตัวเองว่าตอนที่เรายังเป็นเด็กมัธยม หรือกำลังเรียนมหาลัย

"สายตา" ในการมองอนาคตของเรายาวไกลมาก

เราเคยมองข้ามช็อตไปเป็นสิบๆ ปี วาดฝันไว้เสร็จสรรพว่าจบไปจะต้องทำงานแบบนี้ จะมีชีวิตแบบนั้นแบบนี้ และวาดภาพตัวเองไปจนถึงตอนแก่เลยทีเดียว

แต่พอเรียนจบก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน... และอายุเริ่มขยับเข้าใกล้เลข 3

แปลกที่ภาพฝันสิบปีนั้นมันเริ่มเบลอ

สายตาของเราเริ่ม "สั้นลง"

เราไม่ได้มองไกลเป็นสิบปีอีกแล้ว แต่เราเริ่มวางแผนแค่ระยะ 3 ปี 5 ปี

หรือสำหรับหลายๆ คน... แค่มองให้จบว่า "พรุ่งนี้จะจัดการชีวิตยังไง" หรือ "เดือนนี้จะรอดไหม" ก็กินพลังงานไปหมดแล้ว

แต่การที่สายตาเราสั้นลง ไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวหรือเลิกฝันนะ

แต่มันเป็นเพราะเรา "มองเห็นรายละเอียดชัดเจนขึ้น" ต่างหาก(ผมคิดว่างั้นนะ)

เมื่อก่อนเรามองอนาคตแบบคนมองภูเขาจากที่ไกลๆ เห็นแค่ความสวยงาม

แต่พอเราเดินมาอยู่บนภูเขาจริงๆ (โลกของผู้ใหญ่) เราถึงเพิ่งเห็นว่าทางเดินมันขรุขระ ต้องระวังหินระวังเหว เราเลยต้องก้มมองจุดที่เท้ากำลังจะก้าว มากกว่าการเหม่อมองยอดเขา

แล้วพออายุเข้าเลข 5 หรือเลข 6 ล่ะ?

หลายคนเคยบอกไว้ว่า... เมื่อถึงวัยนั้น สายตาที่เคยมองไปข้างหน้า จะเริ่มหันกลับไปมอง "ข้างหลัง" แทน

ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีอนาคตให้มอง

แต่เพราะในวัยนั้น พวกเขาตกตะกอนแล้วว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดไม่ใช่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

แต่มันคือ "ความทรงจำ" "ผู้คน" และ "เรื่องราว" ที่พวกเขาได้สร้างและสะสมมาตลอดเส้นทางต่างหาก

ชีวิตก็เหมือนการปรับโฟกัสของเลนส์กล้อง...

วัยเด็ก เราใช้เลนส์ไวด์ มองภาพกว้างๆ อย่างไร้ขีดจำกัด

วัยทำงาน เราเปลี่ยนมาใช้เลนส์มาโคร เพื่อโฟกัสกับรายละเอียดและความรับผิดชอบตรงหน้า

และในบั้นปลาย เราอาจจะแค่ต้องการนั่งเปิดดูภาพถ่ายเหล่านั้น... ด้วยความสบายใจ

#มาอ่านหนังสือกันเถอะ

3/24 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมเมื่อผมได้อ่านบทความนี้ ก็ทำให้ผมคิดย้อนกลับไปถึงตัวเองในแต่ละช่วงวัยอย่างมากเลยครับ ตอนเด็กๆ ผมก็เหมือนกับที่บทความบอก คือมองอนาคตไกลๆ ได้หลายสิบปี วาดฝันไว้เต็มไปหมดว่าจะทำอะไร อยากเป็นอะไร เรียกว่าเต็มไปด้วยความหวังและจินตนาการที่ไม่มีขีดจำกัด แต่เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ชีวิตจริงต้องเจอกับความท้าทายและความรับผิดชอบต่างๆ ทำให้แผนการชีวิตที่วาดไว้ล่มไปบ้าง ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ บางครั้งผมรู้สึกเหมือนสายตาเราต้องมาโฟกัสกับเรื่องที่อยู่ตรงหน้า เช่น การจัดการงาน การเงิน และเป้าหมายระยะสั้น แทนที่จะมองไกลออกไปเหมือนก่อน การมองเห็นรายละเอียดอย่างชัดเจนขึ้นนั้น ผมเห็นว่ามันดี เพราะเราได้ตระหนักถึงสิ่งที่สำคัญจริงๆ ของชีวิต เช่น สุขภาพ ครอบครัว และความสัมพันธ์ ซึ่งบางครั้งเราอาจมองข้ามไปในวันวานให้ความสำคัญกับเป้าหมายไกลๆ พออายุมากขึ้น เริ่มเข้าสู่วัยเลข 5-6 ความคิดของผมได้เปลี่ยนไปอีก ผมสังเกตว่าคนในวัยนี้มักจะหันกลับไปทบทวนความทรงจำของตัวเอง ที่ผ่านมาชีวิตทำอะไรไว้บ้าง ได้ใช้เวลาร่วมกับคนที่รักมากน้อยแค่ไหน เรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในใจ ผมเองก็เริ่มรู้สึกอยากเก็บความทรงจำดีๆ และปล่อยวางความกังวลสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน การเปรียบเทียบชีวิตเหมือนเลนส์กล้องนั้น ผมคิดว่าช่วยให้เข้าใจง่ายและลึกซึ้งมาก วัยเด็กเป็นเลนส์ไวด์ มองได้กว้างไกลเต็มที่ แต่เมื่อโตขึ้นต้องใช้เลนส์มาโคร เพื่อโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ และเมื่อถึงบั้นปลาย ก็เหมือนการนั่งชมภาพถ่ายที่ถ่ายสะสมมาอย่างมีความสุขและสบายใจ ผมว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นธรรมชาติของชีวิต และไม่ใช่เรื่องแย่เลย แต่เป็นการเติบโตและการปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น เมื่อเราเข้าใจและยอมรับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ชีวิตก็จะมีความสงบและเติมเต็มได้ดียิ่งขึ้นครับ