アジアで最も多くの海底資源を持つ10カ国
アジアで最も多くの海底資源を持つ10カ国#人生はマーケティングに依存している #ビズタイ #TikkUni #タイ・カンボジア #イラン
เวลาเราเสิร์ชคำว่า “โลกใต้ทะเล” หลายคนจะนึกถึงสิ่งมีชีวิตลึก ๆ หรือปะการัง แต่จริง ๆ อีกด้านหนึ่งของโลกใต้ทะเลคือ “ทรัพยากร” ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นทะเล โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศในเอเชียถึงมีรายได้มหาศาลจากทะเล และทำไมบางพื้นที่ถึงกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวด้านเขตแดน สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดคือ ทรัพยากรใต้ทะเลไม่ได้กระจุกอยู่แค่ “ใกล้ฝั่ง” เสมอไป แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางธรณีวิทยา เช่น แอ่งตะกอนใต้ทะเล (sedimentary basins) ที่เหมาะกับการก่อตัวของปิโตรเลียม และแนวไหล่ทวีป (continental shelf) ที่เป็นโซนสำคัญของการสำรวจและผลิตพลังงาน หลายประเทศในเอเชียจึงถูกพูดถึงเรื่องมูลค่าทรัพยากรใต้ทะเลระดับ “ล้านล้านบาท” เพราะแหล่งก๊าซ/น้ำมันหนึ่งแหล่ง หากผลิตได้ยาว ๆ ก็แปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก ถ้าดูภาพรวม “อันดับท็อป” ของเอเชีย มักถูกนำโดยกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกาตาร์/อิหร่านที่มีแหล่งก๊าซขนาดใหญ่มาก (หลายคนยกเป็นอันดับ 1 ของเอเชียและของโลก) ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่ถูกพูดถึงบ่อยคืออินโดนีเซีย บรูไน เวียดนาม และไทย เพราะมีทั้งพื้นที่ทะเลกว้าง และมีประวัติการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมมานาน อีกประเด็นที่หลายคนค้นหาในธีมโลกใต้ทะเลคือ “พื้นที่ไหล่ทวีปไทย-กัมพูชา” และเรื่อง “เกาะกูด” เพราะมีการพูดถึงพื้นที่ทับซ้อนประมาณ 26,000 ตร.กม. ซึ่งคำว่า “พื้นที่ทับซ้อน” ในภาษาคนทั่วไปคือบริเวณที่ทั้งสองฝ่ายยังตกลงเส้นเขตทางทะเลไม่ได้ชัดเจน ทำให้การพัฒนาแหล่งทรัพยากรต้องอาศัยกรอบความร่วมมือ/การเจรจา และอาจถูกหยิบมาเป็นประเด็นทางการเมืองได้ง่าย ถ้าอยากอ่านหรือดูข่าวแนวนี้ให้เข้าใจขึ้น แนะนำเช็ก 3 อย่างเวลามีการพูดถึง “มูลค่ามหาศาล” ใต้ทะเล: 1) เป็น “มูลค่าประเมิน” หรือ “สำรองพิสูจน์แล้ว” (proved reserves) เพราะความชัวร์ต่างกันมาก 2) มีการค้นพบและเจาะสำรวจถึงขั้นไหน (สำรวจ-ประเมิน-ผลิตจริง) 3) ราคาอ้างอิงที่ใช้คำนวณ (ก๊าซ/น้ำมันขึ้นลงตลอด) สำหรับฉัน การตามเรื่องโลกใต้ทะเลแบบนี้ทำให้เข้าใจว่า “ทะเล” ไม่ได้มีแค่ท่องเที่ยวหรือประมง แต่เป็นทั้งพลังงาน เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภาพเดียวกันเลย
























































