10 จังหวัดที่ “คนตกงาน ไม่มีงานทำ” มากที่สุดในไทย #ชีวิตติดการต
10 จังหวัดที่ “คนตกงาน ไม่มีงานทำ” มากที่สุดในไทย #ชีวิตติดการตลาด #bizthailand #tiktokuni #Genz #ปริญญาตรี
ช่วงนี้คำว่า “ตกงาน” กลายเป็นคำที่ได้ยินบ่อยมาก ทั้งจากข่าวและจากคนรอบตัว โดยเฉพาะประเด็น Layoff ที่ทำให้หลายคน (โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z) กังวลเรื่องความมั่นคงในการทำงานมากขึ้น จากประสบการณ์ที่คุยกับเพื่อน ๆ ที่เพิ่งจบ/ทำงานไม่กี่ปี สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่การไม่มีงานทำ แต่คือ “ระยะเวลาที่ว่างงานนานขึ้น” และ “ภาระหนี้” ที่ยังต้องจ่ายต่อเนื่อง ถ้าคุณอยู่ในหนึ่งในจังหวัดที่มีคนว่างงานสูง (หรือกำลังจะย้ายไปทำงานต่างจังหวัด) แนะนำให้ดู 3 อย่างควบคู่ไปกับตัวเลขตกงาน: (1) โครงสร้างงานในพื้นที่—จังหวัดที่พึ่งพาท่องเที่ยว/การผลิตบางประเภทมาก ๆ เวลาเศรษฐกิจสะดุดจะโดนพร้อมกัน (2) งานราชการ/รัฐวิสาหกิจมีสัดส่วนมากไหม—ถ้ามีมาก ตลาดงานเอกชนอาจไม่ใหญ่ ทำให้ตำแหน่งใหม่เปิดน้อย (3) เมืองมหาวิทยาลัย—คนจบใหม่เยอะก็ทำให้การแข่งขันสูง โดยเฉพาะสายปริญญาตรีที่สมัครงานพร้อมกันช่วงเดียว สิ่งที่ผม/ฉันแนะนำเวลารู้สึก “เสี่ยงตกงาน” หรือกำลังว่างงานอยู่คือทำแผน 30-60-90 วันให้ชัด: - 30 วันแรก: อัปเดตเรซูเม่/LinkedIn ให้ตรงสายงานจริง ใส่ผลงานเป็นตัวเลข (ยอดขาย, โปรเจกต์, KPI) และเตรียมพอร์ตแบบสั้น 1 หน้า - 60 วัน: เพิ่มสกิลที่ตลาดเรียกหาเร็ว ๆ เช่น Excel/Google Sheets ขั้นสูง, Data เบื้องต้น, คอนเทนต์/โฆษณา, หรือทักษะดิจิทัลที่ใช้ได้ข้ามสาย พร้อมทำโปรเจกต์ตัวอย่าง 1 ชิ้น - 90 วัน: ขยายช่องทางสมัครงาน (แพลตฟอร์ม, กลุ่มเฟซบุ๊ก, งานสัญญาจ้าง/ฟรีแลนซ์) และนัดคุยกับคนในสายงานเพื่อขอคำแนะนำเรื่องตำแหน่งที่ “กำลังรับจริง” อีกเรื่องที่ช่วยลดความเสี่ยงมากคือการเตรียมเงินสำรองอย่างน้อย 3–6 เดือน เพราะช่วงตกงานมักมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่หนีไม่พ้น โดยเฉพาะคนที่มีหนี้สิน หากเริ่มตึงมือให้รีบคุยกับเจ้าหนี้/ปรับโครงสร้างก่อนจะผิดนัด สุดท้าย ถ้าเห็นสัญญาณ Layoff ในบริษัท เช่น ปิดรับสมัครงานใหม่ ลดงบ ทำ KPI เข้มผิดปกติ หรือเริ่มยุบทีม แนะนำให้เริ่มหางานแบบเงียบ ๆ ทันที อย่ารอให้ประกาศ เพราะตลาดช่วงที่อัตราการว่างงานสูง การแข่งขันจะหนักขึ้นมาก การเตรียมตัวไว้ก่อนช่วยให้เราคุมเกมได้มากกว่าในวันที่ต้อง “ตกงาน” แบบไม่ทันตั้งตัว
















































