Today.. is the reason for yesterday
11. Asare, Saraej, Saraej, Saraej, Saraej, Saraej, Saraej, Saraej, Saraej, Saraej, Saraej, Saraej, Saraej, Saraej.
Who sees something immaterial?
That is material
See what is material.
That's ridiculous.
He has the wrong idea.
Will not suffer material things
In the unessential, they imagine the essential, In the essential, they see the unessential; They who feed on wrong thoughts as such never achieve the essential.
12. Sarcasm, Sarcasm, Sarcasm, Sarcasm, Sarcasm, Sarcasm, Sarcasm, Sarcasm, Sarcasa, His Excellency 121
Those who understand what is material.
That is material
And what nonsense is that nonsense.
Have comments like
Will suffer material things
Knowing the essential as the essential, and the unessential as the unessential, they who feed on the right thoughts as such as Achieve the essential.
13. Every building, Vutanishti, Vutanishti, Avapawik, Rakho, Somtivishti, His Excellency 133
The thatched house is botched.
Rain can flow in.
Mind that does not train
Sensuality is overwhelming.
Even as rain into an ill-thatched house, even so lust penetrates an undeveloped mind.
14. The building of Sujanapati, Samtivitti, Samtivitti, Samtivitti, Rakone, Samtivitti, His Excellency 104.
A neat thatched house.
Rain can't flow in.
A well-bred heart
Sensuality will never dominate.
Even as Rain gets not into a well-thatched house, Even so lust penetrates not a well-developed mind.
การที่เราจะเข้าใจความหมายของชีวิตและเหตุผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปที่วันวาน เพราะสิ่งที่เราเห็นและเผชิญอยู่ในปัจจุบันนั้น ล้วนเป็นผลจากการกระทำ ความคิด และการตัดสินใจในอดีต เมื่อได้อ่านบทกวีและข้อคิดจากพุทธธรรมที่กล่าวถึงในบทความนี้ ผมรู้สึกได้ชัดเจนว่าการแยกแยะสิ่งที่เป็นสาระกับสิ่งที่ไร้สาระอย่างถูกต้องเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิต จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยพบว่าการที่เรามองข้ามหรือสับสนระหว่างสิ่งที่ควรให้ค่านิยมกับสิ่งที่ไม่ควรค่า นำมาซึ่งความทุกข์และความผิดพลาดในชีวิต เช่น หากเราหลงใหลกับความอยากและสิ่งล่อใจมากเกินไป จิตจะยากที่จะสงบ และสิ่งนั้นก็มีโอกาสกลายเป็นอุปสรรค ทำให้การตัดสินใจผิดพลาดเหมือนบ้านที่หลังคาไม่เรียบร้อย ฝนก็จะรั่วซึมเข้ามาได้ง่าย แต่ในทางตรงกันข้าม หากเรามีสติและเรียนรู้ที่จะดูแลจิตใจให้เข้มแข็ง รู้จักแยกแยะอย่างถูกต้องว่าควรยึดถืออะไรหรือปล่อยวางอะไร เหมือนบ้านที่มุงหลังคาอย่างดี ฝนก็ไม่สามารถรั่วซึมเข้ามาได้ การฝึกตนเองในแบบนี้จึงช่วยป้องกันไม่ให้ราคะหรือความอยากครอบงำใจ ทำให้จิตมีความสงบและสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ ผมยังเห็นว่าความรู้และประสบการณ์จากอดีตนั้นไม่ควรถูกทิ้งหรือละเลย หากแต่ควรนำมาปรับใช้และต่อยอด เพื่อพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าและมีปัญญา อย่างคำพูดที่ว่า "คนรุ่นใหม่ที่ฉลาดควรนำความรู้เก่ามาปะแป้งแต่งตัวใหม่" ซึ่งสะท้อนถึงการใส่ใจเรียนรู้จากอดีตและพร้อมพัฒนาตนเองในยุคสมัยใหม่ สุดท้ายนี้ ผมขอแนะนำให้ทุกคนเริ่มต้นจากการสังเกตและรับรู้ความคิดของตนเอง ว่าสิ่งใดเป็นสาระและสิ่งใดไม่ใช่สาระ ให้การตัดสินใจของเราพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจที่ถูกต้องและมีสติ เท่านี้เราก็จะเริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์ที่ดีในชีวิตประจำวันที่เกิดจากการตั้งใจดูแลใจและความคิดของเราในวันวานที่ผ่านมานั่นเอง














































































