Automatically translated.View original post

Chronic fatigue 🚨

Chronic fatigue syndrome (CFS) is a syndrome caused by various factors, possibly infections, abnormal immune systems, lack of balance hormones, or mental health problems.

Fatigue. Easy to get tired.

It is a very common symptom and often a leading symptom that causes many people to consult a doctor for the cause. Because fatigue is easily tired, a symptom that is not specific to a particular disease, further examination is needed to help determine the cause.

The causes of fatigue can occur from many things:

1️⃣ Diabetes 🍬

Fatigue, numb hands, numb feet, frequent urination, weight loss, wound and then difficult to heal

2️⃣ Anemia. 🩸

Often fatigue, pale body, no force, easy cold, dizziness, easy to get sick.

3️⃣ Coronary heart disease. ❤️‍🩹

Chest pain, not full of breath, can be tired, tired, tired, unconscious.

4️⃣ Thyroid disease 💢

Thyroid poisoning and low thyroid all cause fatigue.

5️⃣ Depression. 🧠

Always depressed, feeling worthless, thinking of suicide, hurting yourself.

6️⃣ Hormonal imbalance in the body.

What are the behaviors that cause hormonal imbalances?..?

😴 sleep late. Not enough sleep regularly.

😤 chronic cumulative stress.

Excessive fasting or chronic inadequacy of nutrients to the body.

🤗 eat dessert, sugar, coffee instead of regular meals.

💉🏥 treatment

🔹 modify the behavior that causes it.

🔹 balancing hormones with vitamins. Mineral salt.

2025/12/4 Edited to

... Read moreหลายคนที่อ่อนเพลียเรื้อรังจะเริ่มสงสัยว่า “ยานอนหลับ” ช่วยได้ไหม เพราะพอหลับไม่สนิท/นอนดึกสะสม ตื่นมาก็เหมือนไม่ได้พัก แต่จากประสบการณ์คนใกล้ตัวที่เคยพึ่งยานอนหลับอยู่ช่วงหนึ่ง สิ่งที่เจอคือ “หลับได้จริง” แต่ความเพลียไม่ได้หายเสมอไป ถ้าต้นเหตุเป็นโรคหรือฮอร์โมนไม่สมดุล ดังนั้นก่อนเริ่มใช้ยา ลองเช็ก 2 เรื่องนี้ก่อนจะคุ้มและปลอดภัยกว่า 1) แยกให้ออก: เพลียเพราะนอนไม่พอ vs เพลียเพราะร่างกายมีปัญหา ถ้าเพลียร่วมกับสัญญาณเตือน เช่น ใจสั่น/หัวใจเต้นผิดปกติ เจ็บแน่นหน้าอก เวียนหัว หนาวง่าย ซีด น้ำหนักลดผิดปกติ ปัสสาวะบ่อย แผลหายช้า หรือรู้สึกซึมเศร้าหนักๆ แบบไม่อยากทำอะไรเลย อันนี้ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ (เช่น เบาหวาน โลหิตจาง ไทรอยด์ หลอดเลือดหัวใจ หรือภาวะซึมเศร้า) เพราะต่อให้กินยานอนหลับ หลับมากขึ้น แต่โรคพื้นฐานยังอยู่ ความเพลียก็ยังวนกลับมา 2) ยานอนหลับ “ช่วยให้นอน” แต่ไม่ใช่ยารักษาอ่อนเพลียเรื้อรัง ยานอนหลับมีหลายกลุ่ม (เช่น ยาคลายกังวล/ยากล่อมประสาทบางชนิด หรือยาที่ช่วยเรื่องการหลับเฉพาะทาง) ข้อดีคือช่วยให้เริ่มหลับง่ายขึ้นในช่วงสั้นๆ แต่ข้อควรระวังคืออาจง่วงค้างตอนเช้า มึนหัว ความจำสะดุด เสี่ยงล้มในผู้สูงอายุ และบางคนเกิดการพึ่งพายาได้ โดยเฉพาะถ้าเพิ่มขนาดยาเองหรือกินต่อเนื่องนานๆ ถ้ากำลังคิดจะลองยานอนหลับ แนะนำแนวทางที่ปลอดภัยกว่า - อย่าซื้อกินเองแบบสุ่ม โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัว หรือกินแอลกอฮอล์/ยาคลายเครียดอยู่ - บอกแพทย์/เภสัชกรให้ครบ: ยาที่ใช้อยู่ กาแฟ/เครื่องดื่มชูกำลัง อาหารเสริม รวมถึงอาการกรนหรือสงสัยหยุดหายใจขณะหลับ - ตั้งเป้า “ใช้ระยะสั้น” เพื่อพยุงอาการ พร้อมทำพฤติกรรมแก้ต้นเหตุไปพร้อมกัน ทริคที่ฉันใช้คู่กันเพื่อปรับฮอร์โมนและลดเพลีย (ทำได้เลยคืนนี้) - ตัดคาเฟอีนหลังบ่าย 2 และอย่าใช้กาแฟ/ของหวานแทนมื้ออาหาร - จัดมื้อเย็นให้มีโปรตีน+ผัก ลดน้ำตาล (ช่วยคุมพลังงานและการตื่นกลางดึก) - ปิดจออย่างน้อย 30–60 นาที ก่อนนอน แล้วใช้ไฟสลัว - ถ้านอนไม่หลับเกิน 20 นาที ลุกไปทำอะไรเบาๆ (อ่านหนังสือกระดาษ/ยืดเหยียด) แล้วค่อยกลับมานอน - หากเพลียมากแต่ต้องขับรถ/ทำงานกับเครื่องจักร หลีกเลี่ยงการเริ่มยานอนหลับโดยไม่ประเมินผลข้างเคียง สุดท้าย ถ้ามีอาการเข้าข่าย “สัญญาณร้าย” หลายข้อ หรือเพลียเรื้อรังนานเกิน 2–4 สัปดาห์ แนะนำตรวจสุขภาพพื้นฐาน (เช่น น้ำตาล CBC ไทรอยด์) เพื่อหาต้นเหตุจริงๆ แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องยานอนหลับ จะได้หลับดีแบบปลอดภัยและไม่กลับมาเพลียซ้ำ