ความรู้สึกของการถูกโดดเดี่ยวหรือ Social Exclusion ในเด็กและวัยรุ่นนั้นรุนแรงมาก เพราะในช่วงวัยนี้

"กลุ่มเพื่อน" คือโลกทั้งใบ

การถูกกีดกันจึงไม่ใช่แค่เรื่องงอนกัน แต่มันส่งผลต่อความมั่นใจและคุณค่าในตัวเอง (Self-esteem)

อย่างมหาศาลค่ะ

ปัจจุบันปัญหาการกลั่นแกล้งกันในกลุ่มวัยรุ่นนับวันจะทวีความรุนแรง จากข้อมูลกรมสุขภาพจิตซึ่งเผยแพร่เมื่อต้น 2561 ระบุว่าเด็กนักเรียนโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนถึง 600,000 คน เมื่อคิดเป็นอัตราส่วนแล้วเท่ากับประมาณ 40% ถือเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศญี่ปุ่น

โดยเฉพาะการกลั่นแกล้งทางสังคมหรือด้านอารมณ์ เป็นลักษณะของการใช้กลุ่มเพื่อนหรือสังคมกดดันและทำให้บุคคลแยกออกจากกลุ่ม เป็นผลทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดหรือเสียใจจากการกระทำดังกล่าวซึ่งพบได้มากในกลุ่มนักเรียนมัธยม

ปัญหาดังกล่าว การช่วยเหลือ แก้ไข ในมุมพ่อแม่ผู้ปกครอง และครู

1. บทบาทของพ่อแม่: "ท่าเรือที่ปลอดภัย" 👨🏻🧑🏼

เมื่อลูกถูกกีดกัน สิ่งแรกที่เขาเสียไปคือความเชื่อมั่น พ่อแม่ต้องเป็นหลักยึดที่มั่นคงที่สุด

✅ รับฟังโดยไม่ตัดสิน (Active Listening):

อย่าเพิ่งรีบสอนว่า "ก็ลองไปง้อเขาสิ" หรือ "ทำไมไม่ทำอย่างนั้น อย่างนี้"

แต่ให้ลูกได้ระบายความเสียใจ ความโกรธ หรือความอับอายออกมาให้หมด การที่เขารู้ว่ามีคนเข้าใจความรู้สึกเขาจะช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะซึมเศร้าได้

✅ สร้างแหล่งคุณค่าใหม่ (Diversify Social Circles):

หากโลกที่โรงเรียนมันใจร้าย พ่อแม่ควรช่วยหาโลก

ใบอื่นให้เขา เช่น พาไปทำกิจกรรมนอกโรงเรียน ชมรมกีฬา หรือศิลปะ เพื่อให้เขารู้เห็นว่า "เพื่อนที่โรงเรียนไม่ใช่โลกทั้งใบ" ลูกยังมีพื้นที่อื่นๆที่พร้อมให้ความรักและการยอมรับอีกมากมาย

✅ สังเกตสัญญาณเตือน (Red Flags):

พ่อแม่ต้องไวต่อความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของลูก เช่น พฤติกรรมการกิน/นอนเปลี่ยนไป, ไม่อยากไปโรงเรียน, หรือเก็บตัวผิดปกติ หากมีสัญญาณเหล่านี้ การปรึกษาจิตแพทย์เด็กไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็น

การป้องกันก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรม

2. บทบาทของครู: "ผู้ออกแบบสังคมในห้องเรียน" 👩🏻‍🏫👩🏻‍🏫

ครูมีบทบาทสำคัญในการควบคุม "โครงสร้างอำนาจ" ในห้องเรียน ไม่ควรปล่อยให้ใครมีอำนาจในทางที่ผิดในการควบคุมเพื่อน

✅ เปลี่ยนโครงสร้างกลุ่ม : สังเกตดูว่าใครคือ "หัวโจก" ที่คอยบงการทิศทางของกลุ่ม ครูควรจัดกิจกรรมที่ต้องคละกลุ่มบ่อยๆ โดยใช้เกณฑ์ที่ครูกำหนดเอง ไม่ใช่ให้เด็กเลือกกันเอง เพื่อสลาย

การรวมกลุ่มที่ผูกขาดอำนาจ

✅ การสร้างวัฒนธรรม Upstander คือการเปลี่ยนจาก "คนวงนอกที่ยืนดูเฉยๆ" (Bystander) ให้กลายเป็น "ผู้ออกตัวปกป้อง" โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงในเชิงจิตวิทยาสังคม

การบูลลี่จะหยุดได้เมื่อ "คนรอบข้าง" ไม่เห็นด้วย

ครูต้องสอนให้เด็กในห้องเข้าใจว่า การเงียบเฉยเท่ากับการสนับสนุน และชื่นชมเด็กที่กล้าเข้าไปคุยกับคนที่ถูกทิ้ง

✅ การไกล่เกลี่ยแบบไม่เพิ่มศัตรู:

หลีกเลี่ยงการเรียกมาตำหนิพร้อมกันในลักษณะ "ทำไมไม่ให้เพื่อนเข้ากลุ่ม" เพราะจะทำให้เด็กที่ถูกแกล้งถูกเขม่นลับหลังมากขึ้น แต่ควรใช้จิตวิทยา

เชิงบวก เช่น การมอบหมายภารกิจที่ต้องใช้จุดแข็งของเด็กที่ถูกกีดกัน ให้เพื่อนคนอื่นเห็นความสำคัญ

ของเขา

3. มุมมองเชิงจิตวิทยา: การสร้าง Resilience (พลังล้มแล้วลุก) 👦🏻👧🏻

เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การทำให้เขากลับเข้ากลุ่มเดิมได้ เพราะกลุ่มเดิมอาจเป็นพิษเกินไป แต่คือการทำให้เขาแข็งแรงและเข้มแข็งพอที่จะก้าวผ่านมันไปได้

✅ สอนให้เด็กใจดีกับตัวเอง บอกเขาว่า "การที่คนอื่นไม่รับเราเข้ากลุ่ม ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีค่า แต่มันบอกถึงทัศนคติของคนกลุ่มนั้น"

✅ บางครั้งการถูกกีดกันอาจมาจากความไม่เข้าใจทักษะสังคมบางอย่าง (เช่น การตีความหมายผิด หรือการเข้าหาผิดจังหวะ) ครูและพ่อแม่สามารถช่วยฝึก "บทบาทสมมติ" (Role Play) เพื่อให้เขามีความมั่นใจในการเข้าหาเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ ได้ดีขึ้น

การถูกกีดกันทางสังคมกระตุ้นสมองส่วนเดียวกับที่รู้สึกเจ็บปวดทางกาย (Physical Pain) ดังนั้นอย่ามองว่าเป็นเรื่องเล่นๆ ความรักและความเข้าใจจากผู้ใหญ่ คือ พื้นที่อบอุ่น ปลอดภัย ที่จะช่วยลูก ลูก(ศิษย์) ให้

เข้มแข็งและก้าวข้ามปัญหาได้

2/8 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมการถูกกีดกันทางสังคมในเด็กและวัยรุ่นถือเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อจิตใจและพัฒนาการของเขา ผมอยากแชร์ประสบการณ์และคำแนะนำที่ได้เรียนรู้จากการดูแลเด็กกลุ่มนี้มา ซึ่งนอกจากบทบาทพ่อแม่และครูที่ได้กล่าวไว้แล้ว การสร้างความเข้าใจในชุมชนและสังคมรอบข้างก็เป็นอีกส่วนสำคัญ สิ่งแรกที่ผู้ใหญ่ควรจำไว้คือ การฟังเด็กแบบไม่ตัดสินใจถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้เด็กแสดงออกอย่างปลอดภัย ซึ่งจะช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวและทำให้เด็กเชื่อมั่นว่าเขามีค่า และไม่ได้อยู่คนเดียวในสถานการณ์นี้ ผมเคยเห็นว่าการแนะนำให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมนอกโรงเรียนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ดนตรี หรือกิจกรรมสันทนาการอื่น ๆ ช่วยเปิดโลกทัศน์และสร้างโอกาสให้เด็กได้พบปะเพื่อนใหม่ ๆ ที่พร้อมรับฟังและให้กำลังใจอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การปลูกฝังทักษะการสื่อสารและความสามารถในการจัดการอารมณ์ผ่านการฝึกบทบาทสมมติก็ช่วยให้เด็กมีความมั่นใจและลดการเข้าใจผิดกับเพื่อน สำหรับครู การจัดกลุ่มเด็กอย่างเป็นระบบและสลับการทำกิจกรรมกลุ่มบ่อย ๆ จะช่วยลดการรวมตัวของกลุ่มใหญ่ที่มีอำนาจในการกีดกันและกลั่นแกล้ง รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรม Upstander ที่ให้เด็กกล้าปกป้องเพื่อน ไม่ยอมรับการบูลลี่ โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงทางจิตวิทยา ถือเป็นกลยุทธ์ที่เห็นผลดี ท้ายสุด อย่าลืมว่าสมองส่วนที่ตอบสนองต่อความเจ็บปวดทางกายและทางใจนั้นเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นเราไม่ควรดูเบาปัญหาการโดดเดี่ยวหรือการกลั่นแกล้งในเด็ก แต่ควรสร้างพื้นที่ปลอดภัยและอบอุ่น เพื่อให้เด็กมีพลังลุกขึ้นสู้และสร้างคุณค่าในตัวเองได้อย่างมั่นคง และยังเป็นการป้องกันผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพจิตของเขาอีกด้วย

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

เพลงช้า ฟังเอาฟิลจากความเหนื่อยจากการใช้ชีวิต
_xctnx_

_xctnx_

ถูกใจ 5 ครั้ง

ภาพมือถือกระดาษโน้ต To Do List มีหัวข้อใหญ่ว่า "ข้อดีของการจด To do list" พร้อมตัวอย่างรายการที่ยังไม่ถูกเขียนเต็ม
ภาพกระดาษโน้ต To Do List แสดงข้อดีข้อที่ 1: "ทำให้จัดลำดับความสำคัญได้" พร้อมคำอธิบายว่าช่วยให้รู้ว่าควรทำอะไรก่อนหลัง
ภาพกระดาษโน้ต To Do List แสดงข้อดีข้อที่ 2: "เพิ่มการโฟกัส" พร้อมคำอธิบายว่าช่วยให้รู้ว่าต้องทำอะไรและโฟกัสได้มากขึ้น
4 ข้อดีของการจด To do list ✨✅
ใครเคยจด To do list จะรู้เลยว่ามีมันมีข้อดี!! วันนี้เราคัดมาให้แล้วประมาณ4ข้อที่เรารู้สึกว่าการจด To do list มีประโยชน์จริงๆ 1. ทำให้จัดลำดับความสำคัญได้ คนจด To do list มีกจะเรียงลำดับความสำคัญ สิ่งไหนควรทำก่อน-หลัง พอเราทำแบบนี้เรื่อยๆ จะทำให้เรากลายเป็นคนจัดลำดับความสำคัญได้ รู้ว่าอะไรควรทำก
Mengjiereview

Mengjiereview

ถูกใจ 59 ครั้ง

ดูเพิ่มเติม